บทความของพวกเรา

เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ


7 ทริค ปรับพฤติกรรมน้องหมา (เลิก) ขับถ่ายไม่เป็นที่

  เคยไหม…นั่งเล่น นอนเล่นอยู่ดี ๆ แต่ได้กลิ่นแปลก ๆ ชวนให้ต้องอุดจมูกลอยมา จากการที่น้องหมาขับถ่ายไม่เป็นที่ ทั้งตรงพื้นบริเวณมุมห้อง พรม ขาโต๊ะ ชายผ้าม่าน เตียงนอน หรือโซฟาชุดโปรดของเรา! ใครเจอปัญหานี้มักจะกุมขมับปวดหัวอย่างแน่นอนค่ะ เพราะนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังตามมาด้วยเรื่องของการทำความสะอาดที่ยุ่งยาก บวกกับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมน้องหมาจึงขับถ่ายไม่เป็นที่ แล้วมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร? บทความนี้ รวบรวมมาฝากทุกคนกันแล้วค่ะ     ทำไมน้องหมาจึงขับถ่ายไม่เป็นที่? สำหรับสาเหตุที่น้องหมาขับถ่ายไม่เป็นที่ อาจมาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป อาทิ ●  น้องหมาเด็กหรืออายุมากเกินไป ทำให้อาจยากในการปรับตัวช่วงแรก ●  ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่หรือจุดที่จัดเตรียมไว้ให้ในการขับถ่าย ●  เกิดจากปัญหาด้านสุขภาพแฝง ●  กินอาหารและขับถ่ายไม่เป็นเวลา ●  มีความเครียดหรือความวิตกกังวล ●  ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจไม่เหมือนกันในน้องหมาแต่ละตัวหรือสายพันธุ์   7 ทริค ปรับพฤติกรรมในการฝึกน้องหมาให้ขับถ่ายเป็นที่ 1. ฝึกให้คุ้นชินกับเวลาและสถานที่ขับถ่าย ควรปรับให้น้องหมาขับถ่ายเป็นช่วงเวลา โดยเมื่อถึงเวลาให้พาน้องหมาไปยังจุดขับถ่ายทันที จะช่วยให้น้องหมาเกิดการปรับพฤติกรรมการขับถ่ายโดยธรรมชาติ   2. ใช้คำพูดเดิมซ้ำ ๆ หรือบ่อย ๆ เมื่อถึงเวลาต้องขับถ่าย ให้เราใช้คำหรือประโยคเดิมกับน้องหมา ซึ่งจะทำให้น้องหมาคุ้นชินและทราบว่าจะต้องทำอะไร เช่น มาอึ, มาฉี่, เข้าห้องน้ำ, ฉี่ตรงนี้ เป็นต้น   3. กำหนดเวลาให้อาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้น้องหมากินอาหารและขับถ่ายทั้งวัน โดยหากน้องหมากินอาหารแล้ว และมีการพักไปหรือกินไม่หมด ให้เราเก็บอาหารหรือเทอาหารทิ้งภายในครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องวางทิ้งไว้ค่ะ   4. ใช้กลิ่นหรือรอยเดิมฝึกการขับถ่าย กลิ่นหรือรอยเดิมที่น้องหมาขับถ่ายไว้ สามารถนำมาใช้ฝึกน้องหมาให้ขับถ่ายเป็นที่ได้   5. ออกคำสั่งทันที หากน้องหมาขับถ่ายนอกจุดขับถ่าย ให้ออกคำสั่งด้วยคำว่า “ไม่” หรือ “No” ซึ่งเป็นคำเฉพาะที่เป็นการปฏิเสธไม่ให้น้องหมาขับถ่ายนอกเหนือจากจุดขับถ่าย ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่จริงจัง   6. ไม่ทำโทษหรือดุด่า ในการฝึก ควรค่อย ๆ ฝึกฝน ไม่ใช้อารมณ์ ไม่ทำโทษด้วยความรุนแรงและไม่ใช้คำดุด่าน้องหมาค่ะ   7. พาไปพบสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ อาจพาไปปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับน้องหมาในการฝึกค่ะ     การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรม นิสัย สายพันธุ์ของน้องหมาที่เราเลี้ยง จะช่วยทำให้เราเข้าใจน้องหมามากขึ้น ซึ่งเรื่องของการขับถ่าย ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะการสร้างนิสัยเรื่องของการขับถ่ายให้เป็นที่ นอกจากจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ดี ทาสอย่างเราก็โล่งใจ หายใจได้ทั่วปอด เพราะบ้านสะอาด ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการขับถ่ายไม่เป็นที่ของน้องหมาให้กวนใจอีกด้วยค่ะ โดยเมื่อน้องหมาปฏิบัติตามคำสั่งหรือเริ่มมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราควรให้คำชม ให้ขนมหรือรางวัลอื่น ๆ ที่น้องหมาชอบ จะช่วยให้น้องหมาเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารได้ค่ะ   ที่มา https://www.jojohouse.com/ฝึกน้องหมาฉี่เป็นที่/ https://pet.kapook.com/view204786.html https://www.yespetshop.com/th/articles/97510 https://thonglorpet.com/th/diary/การแก้ไขการขับถ่ายไม่เป็นที่

เสื้อผ้าจำเป็นกับหมาแมวหรือไม่ สายพันธุ์ไหนจำเป็นต้องมี!

  เมื่อก้าวเข้าสู่หน้าหนาว เราจะได้เห็นแฟชั่นชุดกันหนาวหลากหลายแบบ หลากหลายสีสันที่ชวนมอง ไม่ต่างกับน้องหมาและน้องแมว ที่มีแฟชั่นเสื้อผ้าที่จัดจ้านไม่แพ้กัน เวลาเห็นการเลือกสวมใส่เสื้อผ้า ที่เหล่าทาสรังสรรค์กันมา เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้สวมใส่ ต้องบอกเลยว่า เหมือนกับยกงานแฟชั่นวีคขนาดย่อม ๆ มาไว้ที่บ้านกันเลยทีเดียวค่ะ แถมทาสต่างพร้อมใจกันอวดโฉมความน่ารัก น่าเอ็นดู ให้เห็นกันตามสื่อโซเชียลมีเดียอยู่บ่อย ๆ แต่ความจริงแล้วนั้น มีใครเคยสงสัยหรือไม่คะว่า เสื้อผ้าเหล่านั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน น้องหมาน้องแมวจำเป็นต้องใส่เสื้อในฤดูหนาวหรือไม่? ไปหาคำตอบกันดีกว่าค่ะ     ● เสื้อผ้าจำเป็นกับน้องหมาและน้องแมวหรือไม่? สำหรับความจำเป็นหรือไม่จำเป็นของเสื้อผ้าที่จะเลือกสวมใส่ให้กับน้องหมาและน้องแมวนั้น อาจไม่ได้วัดชัดเจนนัก เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้อง เช่น ความยาวของเส้นขน ความหนาของขนตามสายพันธุ์ ลักษณะของตัวบ้าน รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัย โดยหากอยู่ในเมืองไทย อาจไม่ค่อยมีช่วงอากาศหนาว หรืออุณหภูมิอาจจะไม่ได้ต่ำมากเท่ากับการอาศัยอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวจัด อย่างไรก็ดี ให้สังเกตสัตว์เลี้ยงว่ามีอาการหนาวหรือไม่จะเป็นวิธีที่ดีกว่าค่ะ   Do: สัตว์เลี้ยงมีอาการ เช่น นอนขดตัว ร่างกายสั่น เหงือกซีด อาจเป็นไปได้ว่า สัตว์เลี้ยงมีอาการหนาว ควรสวมเสื้อผ้าให้สัตว์เลี้ยง โดยเลือกความหนา-บางของเนื้อผ้า ตามลักษณะความยาวขนของสายพันธุ์น้องหมาและน้องแมว Don’t: สัตว์เลี้ยงมีอาการต่อต้านการสวมใส่เสื้อผ้า เราไม่ควรบังคับสัตว์เลี้ยง เพราะอาจเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ตามมา เกิดความเครียด กลัว และอึดอัด ซึ่งเป็นผลเสียได้   ●  สายพันธุ์ไหนจำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าในช่วงฤดูหนาว? สุนัข เช่น เกรย์ฮาวด์ (Greyhound) ดัลเมเชียน (Dalmatian) เฟรนช์ บูลด็อก (French Bulldog) ไชนีส เครสเต็ด (Chinese Crested) ปั๊ก (Pug) ชิวาวา (Chihuahua) ดัชชุน (Dachshund) มิเนเจอร์พินช์เชอร์ (Miniature Pinscher) แจ็ค รัสเซลล์ เทอร์เรีย (Jack Russell Terrier) แมว เช่น สฟิงซ์ (Sphynx) เดวอน เร็กซ์ (Devon Rex) แมววิเชียรมาศ (Siamese Cat) อะบิสซิเนียน (Abyssinian cat) แบมบิโน (Bambino)   นอกจากการให้สัตว์เลี้ยงสวมใส่เสื้อผ้าในช่วงที่มีอากาศหนาวแล้ว เราอาจมองหาตัวช่วยหรือวิธีอื่น ๆ ที่เหมาะสมในการช่วยคลายหนาวให้กับน้องหมาและน้องแมวได้ เช่น การให้สัตว์เลี้ยงนอนบนที่นอนอุ่น ๆ การหลีกเลี่ยงที่จะพาสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้าน ส่วนใครที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบปล่อยหรือแบบกึ่งปิดกึ่งเปิด ในช่วงที่มีอากาศหนาวอาจจำกัดเวลาที่จะให้สัตว์เลี้ยงอยู่นอกบ้านน้อยลง รวมถึงอาจมีการปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้มีความเหมาะสม ก็จะช่วยให้สัตว์เลี้ยงคลายความหนาวได้ค่ะ   ที่มา https://www.central.co.th/e-shopping/true-or-fake-dog-and-cat-should-wear-cloth-in-cold-season https://www.petsbest.com/blog/dogs-wear-coats/ https://www.pawtracks.com/cats/cat-clothes-cold-weather/

หนาวแล้วยังไง? 6 เคล็ดลับ ดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงอากาศหนาว

  ลมหนาวเริ่มพัดมาให้ได้รับความเย็นกันบ้างแล้ว หลาย ๆ คนอาจเริ่มวางแผนเตรียมตัวเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เตรียมพร้อมไปเที่ยวกันเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเตรียมตัวให้เหล่าเจ้านายอย่างน้องหมา น้องแมวกันด้วยนะคะ เพราะว่าหากไม่เตรียมรับมือกับอากาศหนาว และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาแบบนี้ สัตว์เลี้ยงของเราก็อาจจะป่วยได้ เพราะปรับตัวไม่ทันนั่นเองค่ะ วันนี้มี 6 ทริคดี  ๆ ในการดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงหน้าหนาวมาฝากทุกคนกันค่ะ     เคล็ดลับดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงอากาศหนาว 1. ใส่เสื้อผ้าให้สัตว์เลี้ยงอบอุ่นอยู่เสมอ เริ่มต้นกันด้วยการมองหาเสื้อผ้าที่ช่วยให้สัตว์เลี้ยงใส่แล้วคลายความหนาวได้ โดยเลือกเนื้อผ้าที่ใส่สบาย แต่ให้ความอบอุ่น เหมาะกับรูปร่าง ขนาดตัวของน้องหมาน้องแมว รวมถึงควรทำความสะอาดได้ง่ายด้วยค่ะ   2. ใส่ใจเรื่องที่นอนหรือเบาะรองนั่ง นอกจากเสื้อผ้าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องใส่ใจนั่นก็คือ ที่นอนหรือเบาะรองนั่ง ควรเลือกให้มีความหนานุ่ม ระบายอากาศได้ดี เป็นตัวช่วยให้สัตว์เลี้ยงไม่ต้องสัมผัสกับพื้นเย็น ๆ โดยตรงค่ะ   3. ภูมิคุ้มกันดี คือเกราะปราการด่านแรก การฉีดวัคซีนประจำปี หรือวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคให้กับสัตว์เลี้ยงได้ โดยให้หมั่นเช็กสมุดฉีดวัคซีน ไม่ควรให้เลยกำหนดเวลานัดหมายค่ะ   4. อาหารหลักเน้น ๆ มีอาหารเสริมก็ยิ่งดี สำหรับเรื่องของอาหารไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบใด เรายังคงต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ ควรเลือกอาหารสูตรที่มีสารอาหารครบถ้วน และเหมาะสมกับช่วงวัยของน้องหมาและน้องแมว นอกจากนี้ อาจเพิ่มอาหารเสริมเข้าไปในบางมื้อด้วยก็ยิ่งดีค่ะ   5. โซนนี้ใช่เลย! อีกหนึ่งข้อที่สำคัญคือ การเลือกโซนหรือพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับสัตว์เลี้ยงได้พักผ่อน นอนเล่น หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอากาศควรถ่ายเท ไม่ร้อน ไม่ชื้น ไม่หนาวจนเกินไปค่ะ   6. เรื่องขน ๆ และการอาบน้ำ แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องดูแลเรื่องความสะอาด คอยแปรงขน ไม่ให้พันกัน และอาบน้ำ เป่าขนให้แห้ง โดยอาจเลือกช่วงเวลาสาย ๆ หรือกลางวัน ช่วงที่อากาศไม่หนาวเย็นมาก ทั้งนี้ การดูแลขนและความสะอาด จะช่วยลดโรคผิวหนังที่เกิดจากความชื้นและสิ่งสกปรกที่ติดมากับขนนั่นเองค่ะ   Tips: สัตว์เลี้ยงมีอาการป่วย สามารถให้กินยาของคนได้ไหม? ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการป่วย ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจประเมินอาการ และรับยาภายใต้คำสั่งแพทย์จะปลอดภัยและดีกับสัตว์เลี้ยงที่สุด   เตรียมพร้อมรับมือในการดูแลสุขภาพให้น้องหมาและน้องแมว ในช่วงอากาศหนาวเย็นที่ใกล้จะมาถึงกันแบบนี้แล้ว คราวนี้เพื่อน ๆ ก็สามารถลากกระเป๋าหรือแบกเป้เที่ยวได้อย่างสบายใจ หายห่วงแล้วล่ะค่ะ อ้อ! อย่าลืมพาสัตว์เลี้ยงไปออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ รับรองว่า อากาศจะหนาวเย็นแค่ไหน สัตว์เลี้ยงของเราก็สู้กับอากาศได้สบาย ๆ อย่างแน่นอนค่ะ เพราะน้องหมา น้องแมวแฮปปี้ สุขภาพดีห่างไกลโรคและการเจ็บป่วย ทาสอย่างเรา ๆ ก็แฮปปี้ที่สุดเลยค่ะ   ที่มา https://namping.com/2020/01/31/เรื่องหนาวๆ-ของมะหมามะแ/ https://www.yippeehappy.com/th/blog/detail/740/การดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงฤดูหนาว

รวม 5 ประโยชน์ของ ขนมแมวเลีย อาหารสุดโปรด โดนใจเหมียว

  ใครที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้านอย่างน้องแมว เมื่อกล่าวถึง “ขนมแมวเลีย” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก แถมบางคนยังอาจเบือนหน้าหนี หรือรีบปฏิเสธทันทีที่จะให้น้องแมวของตนเองลองกินขนมแมวเลียค่ะ ด้วยกังวลว่า ขนมแมวเลียอาจจะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพของน้องแมวได้ แต่ขนมแมวเลียก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสมอไป อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจกันเสียทีเดียวค่ะ เพราะขนมชนิดนี้ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ซึ่งวันนี้ได้รวบรวมมาฝากกันถึง 5 ข้อ จะมีอะไรบ้าง ตามมาอ่านกันดีกว่าค่ะ     ► ช่วยเสริมวิตามินที่จำเป็นให้น้องแมว ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ขนมแมวเลียก็มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของน้องแมวเช่นกันค่ะ โดยในบางมื้ออาหาร หรือบางสัปดาห์ เพื่อน ๆ อาจให้ขนมแมวเลีย เพื่อช่วยเสริมวิตามินให้กับน้องแมวเพิ่มเติมจากมื้ออาหารหลักก็ได้ค่ะ   ► ใช้ฝึกน้องแมวให้ทำตามคำสั่ง/ให้เป็นรางวัล สำหรับช่วงของการฝึกฝนเจ้าเหมียว ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทน บวกกับความพยายามทั้งตัวเราและน้องแมวเป็นพิเศษ การให้ขนมแมวเลีย ก็ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับน้องแมว ช่วยให้ฟังคำสั่งและปฏิบัติตามเจ้าของได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ   ► สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทาสและเหมียวให้ดีขึ้นได้ ใครที่กำลังมองหาช่วงเวลาพิเศษระหว่างน้องแมว แต่มักจะโดนเจ้านายตัวดีทำตัวเมินอยู่บ่อย ๆ ให้ลองหยิบซองขนมแมวเลียขึ้นมาและฉีกซอง รับรองว่า น้องแมวจะรีบตามมาอย่างแน่นอนค่ะ โดยในระหว่างการให้ขนมแมวเลีย ยังช่วยให้เจ้าของและน้องแมวได้ใกล้ชิดคุ้นเคยกันมากขึ้นอีกด้วยค่ะ   ► ช่วยคลายความกังวล คลายความเครียดให้กับน้องแมว เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า การให้ขนมแมวเลีย เป็นตัวช่วยดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด หากต้องการให้น้องแมวคลายความกังวล หรือลดความเครียดให้กับน้องแมว ซึ่งความวิตกกังวลหรือความเครียดอาจมาจากหลากหลายสาเหตุ อาทิ การย้ายบ้านใหม่ การรับเลี้ยงน้องแมวตัวใหม่ เป็นต้น   ► กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น หากสังเกตได้ว่าน้องแมวเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร หรือพบอาการเจ็บป่วยซึ่งอาจส่งผลให้กินอาหารได้น้อยลง การให้ขนมแมวเลียที่มีกลิ่นหอมและรสสัมผัสที่ดี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารให้กับน้องแมวได้มากขึ้นค่ะ   อย่างไรก็ตาม การให้ขนมแมวเลียกับน้องแมว ควรอยู่ในปริมาณที่พอดี เหมาะสม โดยคำนึงถึงข้อควรระวัง เกี่ยวกับโรคประจำตัวของน้องแมวที่ต้องใส่ใจในอันดับต้น ๆ และวัตถุประสงค์หลักก่อนการให้ขนมแมวเลีย รวมถึงยังคงต้องเน้นการให้อาหารหลักที่ต้องครบถ้วนควบคู่กันไปด้วย ไม่ควรให้กินแต่ขนมแมวเลียเท่านั้น นอกจากนี้การเลือกขนมแมวเลียให้กับน้องแมว ควรเลือกยี่ห้อที่มีความปลอดภัย ได้รับมาตรฐาน อีกทั้งควรเลือกซื้อจากจุดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ด้วยค่ะ   ที่มา https://www.hartz.com/en-ca/the-benefits-of-wet-cat-treats/ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0296A7yaKR3HPqW9udwqka6h26KcvJbVpcEVNKRqazZa42FM6C8Mr7GteKibPXbXRl&id=101383455113961

4 โรคที่มาพร้อมฝนของน้องหมาและน้องแมว รู้ไว้ก่อน ป้องกันได้

  ฮัดชิ่ว!! ในช่วงหน้าฝน โรคสุดฮิตที่เรามักจะเจอหรือคนรอบข้างมักเป็นกันบ่อย ๆ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โรคตาแดง หรือใครที่ต้องลุยน้ำ ก็อาจจะเจอโรคผิวหนังอย่างน้ำกัดเท้าได้ด้วยค่ะ โดยในบางโรคเราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน การออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ การหมั่นดูแลความสะอาดของร่างกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่สัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาและน้องแมว ก็มีโรคที่ควรต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนเช่นกันค่ะ ทั้งนี้ จะมีโรคอะไรบ้างนั้น  รวมถึงจะมีวิธีในการป้องกันได้อย่างไร วันนี้ได้รวบรวมมาฝากเหล่าทาสกันแล้วค่ะ     • โรคพยาธิหนอนหัวใจ อาการของโรค พบได้ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรง เช่น เบื่ออาหาร ไอ จาม ลักษณะอาจคล้ายอาการหวัด โลหิตจาง ไปจนถึงอาการรุนแรง ได้แก่ ปอดอักเสบ หายใจลำบาก ตับและไตวาย หรืออาการหนักจนเสียชีวิตได้ วิธีป้องกันโรค 1. หยดน้ำยาฆ่าพยาธิเซลาเมกติน ในรูปแบบยาหยอดหลัง เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง 2. หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงถูกยุงกัด เพราะยุงทุกชนิดเป็นพาหะของโรคนี้     • โรคปอดบวม อาการของโรค โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงสำลัก สูดดมเชื้อราหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย โดยสัตว์เลี้ยงจะมีอาการไข้สูง มีน้ำมูก ไอ ขี้ตามาก ซึม เบื่ออาหาร น้ำตาไหล และพบอาการหายใจลำบาก เหนื่อยหอบได้ สำหรับโรคนี้หากภูมิคุ้มกันสัตว์เลี้ยงไม่ดี ก็สามารถทำให้สัตว์เลี้ยงอาการแย่ลงจนเสียชีวิตได้ค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. การทำความสะอาดบ้านให้ปลอดภัยจากเชื้อราและสารก่อภูมิแพ้ 2. การให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของสัตว์เลี้ยง รวมถึงให้นอนในที่แห้งสะอาด ไม่อับชื้น 3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงที่จะทำให้เกิดการสำลักได้     • โรคไข้เห็บ อาการของโรค มีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีไข้ โลหิตจาง มีภาวะซีด โดยเจ้าของอาจสังเกตได้จากสีเหงือกหรือเยื่อบุตา บางครั้งอาจพบอาการอาเจียน ถ่ายเหลวได้อีกด้วย ทั้งนี้อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น ความรุนแรงของโรค ซึ่งอาการที่พบจึงอาจแตกต่างกันไปค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. ทำความสะอาดบ้านในทุกจุดให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เห็บและหมัด เจริญพันธุ์หรือวางไข่ได้ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน 2. ใช้ยา/ผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดเห็บหมัด อย่างยาหยอดหลังหรือยากินสำหรับน้องหมา น้องแมว แบบเดือนละ 1 ครั้ง หรือแบบ 3 เดือนต่อ 1 ครั้งก็ได้ค่ะ 3. หมั่นสำรวจร่างกายสัตว์เลี้ยงและกำจัดเห็บหมัดเป็นประจำ     • โรคผิวหนัง อาการของโรค สัตว์เลี้ยงจะมีการเกาบ่อย เการุนแรง เนื่องมาจากอาการคัน มีตุ่มผื่น ผิวหนังแห้งแดง หลุดลอก ตกสะเก็ด มีขนร่วงเป็นหย่อม ๆ หรืออาจร่วงทั้งตัวเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้หากผิวหนังอักเสบรุนแรง อาจมีแผลร่วมด้วยค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่แห้ง สะอาด ไม่อับชื้น ไม่โดนละอองฝน 2. ดูแลขนและผิวหนังของน้องหมาและน้องแมวให้แห้ง สะอาดอยู่เสมอ     แม้ว่าโรคบางโรคจะไม่ได้แสดงอาการในทันที โดยอาจจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือใช้เวลามากกว่านั้น แต่สัตว์เลี้ยงอาจได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ในช่วงหน้าฝนได้ ดังนั้นการหมั่นดูแลสุขภาพของน้องหมาและน้องแมวเป็นประจำ จะช่วยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในระยะยาว ทั้งนี้เมื่อสัตว์เลี้ยงเริ่มมีอาการป่วย ไม่ว่าจะมีอาการมากหรือน้อย ให้รีบนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย รักษาโรคที่รวดเร็วและทันเวลาค่ะ     ที่มา https://thonglorpet.com/th/diary/รู้ก่อน-เตรียมรับมือก่อน-กับการดูแลสุนัขในหน้าฝน https://www.punpro.com/p/5-serious-pet-diseases-in-rainy-season https://masii.co.th/blog/โรคร้ายในสุนัข-หน้าฝน

AAFCO คืออะไร? ทำความรู้จักได้ง่าย ๆ ใน 5 นาที!

เวลาจะเลือกซื้ออาหารแต่ละครั้ง เพื่อน ๆ เลือกสังเกตจากเครื่องหมายรับรองอะไรกันบ้างคะ ในบ้านเราที่น่าจะคุ้นตาหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คงจะต้องเป็นเครื่องหมาย อย. เครื่องหมาย GMP เครื่องหมาย HACCP หรือเครื่องหมายมาตรฐาน Q เป็นต้น ส่วนใครที่อยู่ต่างประเทศ ก็อาจจะเลือกซื้อตามที่มีเครื่องหมายรับรองอาหารของประเทศนั้น ๆ ระบุไว้ แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่า อาหารสัตว์เลี้ยง ก็ควรได้รับการรับรองเป็นไปตามมาตรฐานของ “AAFCO” ด้วยเช่นกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปทำความรู้จักกับ AAFCO ว่าคืออะไร ทำไมอาหารสัตว์ควรได้การรับรองจาก AAFCO ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ   ► 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมาตรฐาน AAFCO บนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ สำหรับใครที่มีสัตว์เลี้ยงหรือชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์ มาดู 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมาตรฐาน AAFCO ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเลือกอาหารให้สัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัย และทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีสุขภาพดี  โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. AAFCO คืออะไร? สำหรับ “สมาคมควบคุมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งอเมริกา” หรือ AAFCO ย่อมาจาก Association of American Feed Control Officials โดยสมาคมได้ก่อตั้งขึ้นมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1909 หรือ พ.ศ. 2452 ค่ะ 2. บทบาทหน้าที่ของ AAFCO คืออะไร? AAFCO เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือผลประโยชน์ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยงมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือผู้เลี้ยงสัตว์มั่นใจได้ว่า อาหารมีความสะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีสารอาหารที่ครบถ้วน ถูกต้องตามหลักของโภชนาการสัตว์ และสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ค่ะ 3. ประเภทของอาหารสัตว์ตามหลักมาตรฐานของ  AAFCO หากพูดถึงการแบ่งประเภทของอาหารสัตว์ตามหลักมาตรฐานของ  AAFCO สามารถแบ่งได้ดังนี้              • M (Adult maintenance) คือ สูตรสารอาหารปกติ โดยจะเหมาะสำหรับสัตว์โตเต็มวัย              • G (Growth and reproduction) คือ สูตรสารอาหารสูง จึงเหมาะสำหรับลูกสัตว์และแม่สัตว์โดยเฉพาะ              • A (All Life Stages) เป็นสูตรที่เหมาะกับทุกช่วงวัย              • S (Supplemental Feeding Only) สูตรสำหรับใช้เป็นอาหารเสริมเท่านั้น 4. อาหารสัตว์ที่มีคุณค่าโภชนาการตามมาตรฐานของ AAFCO บนฉลากมีข้อความระบุว่าอย่างไร? "(Name of product) is formulated to meet the nutritional levels established by the AAFCO (Dog/Cat) Food Nutrient Profiles." หรือ "Animal feeding tests using AAFCO procedures substantiate that (name of product) provides complete and balanced nutrition." ค่ะ   อย่างไรก็ดี ในการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง นอกจากการเลือกซื้ออาหารที่ตรงตามมาตรฐาน AAFCO แล้ว ยังมีส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ที่ควรดูก่อนการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงด้วยเช่นกัน ได้แก่ แหล่งผลิต เลขทะเบียนอาหารสัตว์ วันหมดอายุ ส่วนผสม สารอาหาร สารปรุงแต่ง ปริมาณการให้อาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งควรมีระบุครบถ้วน ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์  รวมถึงควรผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพอื่น ๆ อาทิ GMP HACCP BRCGS หรือจากกรมปศุสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการอ่านฉลากทุกครั้ง จะช่วยทำให้เราเลือกซื้ออาหารสัตว์ได้ตอบโจทย์ ปลอดภัย และเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราที่สุดค่ะ   ที่มา : https://www.facebook.com/urbanpawspetstore/photos/a.109217537552483/269929338147968/?type=3 https://www.talingchanpet.net/อ่านฉลากอาหารสัตว์/ https://www.feedmeplease.com/th/articles/how-to-read-dog-food-label.html    

มาดูให้ชัวร์! น้องแมวที่บ้านกินอาหารตรงตามช่วงวัยหรือไม่?

You are what you eat! ประโยคนี้ยังคงคลาสสิกและใช้ได้จริงอยู่เสมอเลยค่ะ ด้วยเป็นเพราะว่าอาหารที่เราทานเข้าไปในแต่ละวันนั้น ส่งผลต่อสุขภาพหรือรูปร่างของเราได้โดยตรง แต่เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่า เจ้าเหมียวเองก็ต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน เหมาะสมตามวัย และถูกต้องตามหลักโภชนาการไม่ต่างจากคนเลยล่ะค่ะ วันนี้มีวิธีเลือกอาหารให้ตรงกับช่วงวัยของเจ้าเหมียวมาฝากกันค่ะ   5 ช่วงวัยของน้องแมวกับการเลือกอาหารที่ควรใส่ใจ 1. ลูกแมวแรกเกิด (0 - 4 สัปดาห์) มาเริ่มต้นกันที่ลูกแมวในช่วงแรกเกิด - 4 สัปดาห์ สำหรับลูกแมวในช่วงนี้ ควรได้รับสารอาหารที่มาจากน้ำนมแม่แมวเท่านั้น เพราะมีโปรตีนสูงและ DHA ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกแมว เพื่อให้ร่างกายของลูกแมวช่วงแรกเกิดได้มีภูมิคุ้มกัน และช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ 2. ลูกแมว (1-6 เดือน) ในช่วง 1-2 เดือนแรก เป็นช่วงที่ลูกแมวเพิ่งหย่านม ควรให้เป็นอาหารแมวชนิดเปียกสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกแมวเกิดการปรับตัว และเป็นการเริ่มต้นการกินอาหารที่มาจากแหล่งโภชนาการอื่นที่ไม่ใช่นมแม่แมว หลังจากเริ่มเข้าสู่เดือนที่ 3-4 เป็นต้นไป อาจเริ่มด้วยอาหารอื่น ๆ ที่ย่อยได้ง่าย ทานง่าย สูตรสำหรับลูกแมว โดยให้เน้นที่มีสารอาหารสำคัญอย่างทอรีน โปรตีน วิตามินอี และโอเมกา 3 ค่ะ 3. แมวโต  (อายุ 7 เดือนขึ้นไป) มาต่อกันด้วยน้องแมวโต ที่มีอายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป ควรเน้นให้อาหารที่มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย แคลเซียม วิตามินดี และฟอสฟอรัส โดยสามารถเปลี่ยนมาให้ทานอาหารเม็ดได้ค่ะ 4. แมวโตเต็มวัย (อายุ 1-6 ปี) สำหรับแมวโตเต็มวัย ในช่วงอายุ 1-6 ปี เราควรใส่ใจเลือกอาหารที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ กรดไขมัน วิตามิน รวมถึงยังต้องเน้นอาหารที่มีแคลเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันของเจ้าเหมียวค่ะ 5. แมวสูงอายุ (อายุ 7-10 ปีขึ้นไป) หนึ่งในช่วงวัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 7 -10 ปีขึ้นไป ซึ่งเรียกได้ว่าเข้าสู่วัยสูงอายุของน้องแมวแล้วล่ะค่ะ ควรให้ทานอาหารที่มีไขมันและพลังงานต่ำ มีโอเมกา 3 เน้นไฟเบอร์ที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย โดยอาจจะให้เป็นอาหารเปียกแทนอาหารเม็ดไปเลยก็ได้ค่ะ   Tips: แมวท้อง/แมวให้นม ควรให้อาหารแบบไหนดีนะ? ควรเน้นการให้อาหารที่มีโปรตีนสูง แต่ไขมันน้อย โดยยังคงต้องให้ในปริมาณที่พอดี เพียงพอ ไม่ควรให้อาหารมากจนเกินไป เพื่อป้องกันภาวะอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้แมวคลอดยาก   หากน้องแมวของเราได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ รวมถึงสารอาหารครบถ้วนตามแต่ละช่วงวัยที่ควรจะได้รับ จะช่วยทำให้น้องแมวมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ สมวัย และอารมณ์ดีอย่างแน่นอนค่ะ เพราะอาหารคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีนั่นเอง รู้แบบนี้แล้ว…ครั้งหน้าเพื่อน ๆ อย่าลืมใส่ใจเลือกอาหารให้ตรงกับช่วงวัยของเจ้าเหมียวกันด้วยนะคะ   ที่มา https://nautilusonlineshop.com/ไขความลับ-แมวแต่ละช่วง/ https://be.chewy.com/ages-stages-cat-food/ https://allaboutcats.com/cat-feeding-guide https://www.shopat24.com/blog/ไม่มีหมวดหมู่/how-to-choose-cat-food-for-each-age-range-for-complete-nutrition/  

เรื่อง(ไม่)เล็ก เมื่อน้องหมาและน้องแมวเบื่ออาหาร สังเกตได้อย่างไร?

  น้องหมาและน้องแมวของใครมีอาการเบื่ออาหาร…ยกมือขึ้น!! เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการเบื่ออาหาร เหล่าทาสอย่างเรา ๆ ต่างก็รู้สึกวิตกกังวลและหาสาเหตุ พร้อมทั้งมองหาวิธีในการช่วยให้สัตว์เลี้ยงกลับมากินอาหารได้ตามปกติ คนที่กำลังเจอปัญหาดังกล่าว ต้องไม่พลาดกับเทคนิคดี ๆ ที่ได้นำมาฝากกันในวันนี้ค่ะ     ► สังเกตได้อย่างไร..เมื่อน้องหมาหรือน้องแมวเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร ? 1. กินอาหารน้อยลงจากปริมาณเดิมที่เคยกินในแต่ละวัน 2. มีความเมินเฉยหรือแค่ดม ๆ อาหารเท่านั้น 3. ไม่สนใจแม้จะเป็นอาหารที่เคยโปรดปราน    ► 5 Tips แก้ปัญหา น้องหมาและน้องแมวเบื่ออาหาร สำหรับน้องหมาและน้องแมวของใคร ที่กำลังมีอาการเบื่ออาหาร เรามาดู 5 วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนอาหารน่าเบื่อ ให้เป็นจานน่าอร่อยกันดีกว่าค่ะ 1. ปรับรูปแบบของอาหารให้ต่างจากเดิม ในบางสัปดาห์ เพื่อน ๆ อาจลองสลับมื้ออาหารประมาณ 1-2 วัน โดยในบางมื้ออาจให้เป็นอาหารเม็ดสลับกับอาหารบาร์ฟ (BARF) หรือการให้อาหารเม็ด 1 วัน สลับกับการให้อาหารบาร์ฟ 1 วัน เป็นต้น โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของอาหารได้ตามความชอบของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวได้เลยค่ะ 2. ผสมอาหารเปียก การผสมอาหารเม็ดกับอาหารเปียกเข้าด้วยกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารเดิม ๆ ให้ดูน่าอร่อย และยังได้รสสัมผัสใหม่ ๆ สำหรับน้องหมาและน้องแมวอีกด้วยค่ะ 3. เพิ่มขนมเล็กน้อยลงในบางมื้ออาหาร ลองเพิ่มขนมลงในบางมื้ออาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้น้องหมาและน้องแมวมากขึ้น แต่ไม่ควรให้ในปริมาณมากหรือบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้สัตว์เลี้ยงติดการกินขนมและเสียสุขภาพได้ค่ะ 4. อุ่นอาหารก่อนเสมอ อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ หรืออุ่นทุกครั้ง จะช่วยเพิ่มความหอมและความน่ากินได้ หรือจะลองเติมน้ำอุ่นเล็กน้อยลงในอาหารก็ช่วยเพิ่มความอร่อยให้อาหารได้เช่นเดียวกันค่ะ 5. มาปรับพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงกันเถอะ! เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากการปรับเรื่องของอาหารแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงก็มีความสำคัญไม่แพ้กันค่ะ เช่น การให้สัตว์เลี้ยงได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นการช่วยลดความเครียด แถมยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดมื้ออาหารให้ตรงเวลา เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวได้ปรับเวลาในการกิน เป็นต้น   ปัญหาการเบื่ออาหารของน้องหมาและน้องแมว อาจมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ การเลือกกินอาหาร ความเครียด การเปลี่ยนอาหาร การให้ขนมที่บ่อยเกินไป ปัญหาช่องปากและช่องท้อง หรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ หากละเลยหรือปล่อยไว้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพของสัตว์เลี้ยงได้ในอนาคต ดังนั้นหากพบว่า สัตว์เลี้ยงมีอาการเบื่ออาหาร ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบหาสาเหตุหรือปรึกษาสัตวแพทย์จะดีที่สุดค่ะ   ที่มา https://www.makesend.asia/what-to-do-when-your-dog-and-cat-bored-food/ https://thonglorpetshop.com/archives/9203