บทความของพวกเรา

เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ


How to cool your pet in Summer! วิธีคลายร้อนให้เจ้านายของคุณ

ในช่วงอากาศร้อน แดดแรงแบบที่อุณหภูมิสูงทะลุปรอทแบบนี้ หลาย ๆ คน ก็คงหาวิธีคลายร้อนในแบบที่ตนเองชื่นชอบและแตกต่างกันออกไป อย่างการดื่มน้ำเย็น ทานไอศกรีม เปิดเครื่องปรับอากาศ หรือใครไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจจะอาบน้ำ เพื่อเรียกความสดชื่นให้ร่างกายกันเลยทีเดียวค่ะ แล้วสัตว์เลี้ยงที่บ้านล่ะ… เพื่อน ๆ เลือกคลายร้อนให้เจ้านายกันด้วยวิธีไหน? เพราะว่าสัตว์เลี้ยงเอง ก็รู้สึกร้อนและเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ไม่ต่างจากคนเลยค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียคลายร้อนให้กับน้องหมาหรือน้องแมวที่บ้าน อย่ารอช้า ตามมาดูทริคดี ๆ ด้วยกันดีกว่าค่ะ   ► โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในสัตว์เลี้ยง หากพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจเต้นเร็ว มีไข้สูง มีน้ำลายไหลและหอบเหนื่อยมาก อาเจียน มึนงง มีการจ้องมองอย่างผิดปกติ หรือไปจนถึงมีอาการชัก นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติอื่น ๆ อีกได้เช่นเดียวกัน ทั้งหลังจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือมีอาการในวันที่มีอากาศร้อน แดดจัด ให้หาวิธีคลายความร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงโดยด่วน ด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ในทันทีค่ะ     ► 7 วิธีคลายร้อนง่าย ๆ ให้กับสัตว์เลี้ยง เมื่อทราบถึงอาการฮีทสโตรกและการสังเกตอาการเบื้องต้นกันไปแล้ว มาต่อกันที่วิธีคลายร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงกันบ้างค่ะ ซึ่งมีวิธีที่สามารถช่วยคลายความร้อนและลดการเกิดอาการฮีทสโตรกได้ดังนี้   1. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวสัตว์เลี้ยง นำผ้าขนหนูชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็น บิดพอหมาด ค่อย ๆ เช็ดที่บริเวณขนให้ทั่วใบหน้า ลำตัว รวมไปถึงบริเวณท้องและอุ้งเท้าของสัตว์เลี้ยง จะช่วยคลายอุณหภูมิให้ร่างกายของน้องหมา น้องแมวเย็นลงได้ค่ะ   2. หลีกเลี่ยงการปิดปากสัตว์เลี้ยง เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการหอบเหนื่อย มีน้ำลายไหล สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ การปิดปากสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา นั่นเป็นเพราะว่า น้องหมา น้องแมวไม่มีต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง ดังนั้นการเปิดปาก พร้อมด้วยการห้อยลิ้นลง อย่างที่เราเห็นกันจนชินตา เป็นการระบายความร้อนอย่างหนึ่งของสัตว์เลี้ยงนั่นเองค่ะ   3. ให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ควรวางน้ำสำหรับให้สัตว์เลี้ยงดื่ม ไว้รอบพื้นที่บ้านในจุดต่าง ๆ และหากต้องพาสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้าน ควรเตรียมน้ำออกไปด้วยเสมอ ทั้งนี้ในวันที่อากาศร้อน อาจมีการใส่น้ำแข็งหรือให้น้ำเย็นกับสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยคลายร้อนค่ะ   4. ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควร ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในรถที่จอดเป็นเวลานาน รวมไปถึงห้องปิดสนิท ที่อากาศถ่ายเทได้ยาก ควร ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อน หากอากาศร้อน ให้เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยคลายความร้อนให้กับสัตว์เลี้ยง   5. พาไปว่ายน้ำหรือเล่นน้ำ การพาสัตว์เลี้ยงไปว่ายน้ำ หรือจะเล่นน้ำที่บ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นอกจากจะทำให้สัตว์เลี้ยงได้ออกกำลังกายแล้ว ยังทำให้ลดการเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ค่ะ   6. เปลี่ยนของเล่นเป็นก้อนน้ำแข็ง ปกติแล้วของเล่นที่ให้น้องหมา น้องแมวกัดแทะ อาจจะเป็นลูกบอล ตุ๊กตา หรือยางกัดรูปทรงต่าง ๆ ลองเปลี่ยนเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก โยนเล่นเบา ๆ ไปมา ให้สัตว์เลี้ยงได้ลองกัดและเลียจนก่อนน้ำแข็งค่อย ๆ ละลายหายไป ได้ทั้งความสนุก  อีกทั้งยังช่วยคลายร้อนได้ดีสุด ๆ เลยล่ะค่ะ   7. งดทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สำหรับวันที่อากาศร้อนอบอ้าว มีแดดจัด ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกาย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการฮีทสโตรกได้ค่ะ   การหมั่นสังเกตอาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ ในช่วงหน้าร้อน จะช่วยทำให้เราสามารถช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงจากภาวะฮีทสโตรกได้ทันท่วงที รวมถึงการช่วยคลายร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้นดังที่ได้กล่าวมา อาทิ การใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวสัตว์เลี้ยง เมื่อพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการหอบเหนื่อยผิดปกติ การให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำหรือน้ำเย็นอย่างเพียงพอในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวและในวันที่มีแดดจัด หรือการเปลี่ยนของเล่นที่สัตว์เลี้ยงชอบกัดแทะเป็นก้อนน้ำแข็ง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ แถมยังช่วยลดการเกิดภาวะฮีทสโตรกได้อีกทางด้วยค่ะ     ที่มา https://www.usmagazine.com/celebrity-news/news/10-ways-to-keep-your-dog-cat-cool-this-summer/ https://www.purina.com/articles/dog/care/6-tips-how-to-keep-dogs-cool

ขมิ้นชัน ช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้จริงไหม? หาคำตอบที่นี่!

   “ขมิ้นชัน” สมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย อย่างการช่วยรักษาโรคกระเพาะลำไส้ เสริมสร้างภูมิต้านทาน ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงปอด สามารถนำมาทำเป็นเครื่องเทศสำหรับเมนูอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ไก่ต้มขมิ้น แกงคั่วปูใบชะพลู แกงไตปลา หรือแกงเหลือง อีกทั้งยังนำมาใช้ในการขัดผิว พอกผิว เพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียน กระจ่างใสได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้! จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ มาไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กันค่ะ   ► อาการเบื้องต้นของน้องหมาที่บ่งบอกว่า กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม ก่อนอื่น ควรสังเกตพฤติกรรมของน้องหมาและการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่า น้องหมากำลังมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับข้อหรือไม่ โดยจะทำให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว และทำให้อาการของโรคอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรง สามารถสังเกตได้จากอาการดังนี้ 1. มีการทรงตัวได้ยากขึ้น รวมถึงพบอาการขาสั่นเกร็ง 2. ไม่สามารถนอนบนพื้นที่แข็งได้หรือนอนได้ลำบาก 3. เมื่อมีการขยับร่างกาย เปลี่ยนท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง ยืน นอน จะมีการเจ็บและส่งเสียงร้อง 4. เมื่อมีการเดิน จะพบว่า ขาของน้องหมามีการปัดไปมาและชนกัน 5. มีปัญหาในการวิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขา   ► การรับมือกับโรคข้อเข่าเสื่อมในน้องหมา เมื่อสังเกตอาการเบื้องต้นของน้องหมาที่มีอาการเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมกันไปแล้ว มาดูวิธีการรับมือกับโรคชนิดนี้กันบ้างดีกว่าค่ะ 1. พาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา 2. ให้น้องหมาทานยาตามที่แพทย์สั่ง 3. ควบคุมอาหาร ทานอาหารให้ครบถ้วน และงดอาหารที่ส่งผลโดยตรงต่อโรค 4. พาน้องหมาไปออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม 5. การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูข้อต่อและกล้ามเนื้อ 6. การผ่าตัดเพื่อรักษา ในกรณีที่โรคมีความรุนแรง ซึ่งการรักษาจะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์     ► ขมิ้นชัน ช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้จริงไหม? ตามที่ทราบกันดีว่า ขมิ้นชัน มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยได้รับความนิยมและอยู่คู่ครัวเรือนมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ขมิ้นชันจะมีประโยชน์กับน้องหมาในด้านของการช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และยังสามารถช่วยลดอาการปวดข้อในน้องหมาได้ดี จากสารที่มีชื่อว่า เคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) ซึ่งสามารถใช้ทดแทนเตียรอยด์ได้ นอกจากนี้ ขมิ้นชัน ยังมีประโยชน์กับน้องหมาในด้านอื่น ๆ เช่น • ป้องกันต้อกระจก • ช่วยต้านแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา • ช่วยรักษาโรคตับ • บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ • ช่วยกำจัดเห็บหมัด • รักษาโรคผิวหนังบางประเภท • รักษาอาการท้องเสีย • บำรุงหัวใจให้แข็งแรง • ต้านอนุมูลอิสระ • ช่วยขับสารพิษ • เสริมสร้างให้ระบบทางเดินอาหารมีประสิทธิภาพ   สำหรับการให้ขมิ้นชันกับน้องหมา เพื่อใช้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น อย่างไรก็ดีควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนด้วยทุกครั้ง ทั้งในเรื่องของส่วนผสม ความถี่ และปริมาณที่จะต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้องหมาของเรามีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อป้องกันการรักษาที่ไม่ตรงจุด รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการส่งผลต่อโรคเดิมที่เป็นอยู่ ไม่ให้มีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ค่ะ     ที่มา : https://www.petfoodindustry.com/articles/8794-turmeric-ancient-spice-may-offer-osteoarthritis-relief-in-dogs-cats?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/7142-functional-foods-moving-into-pet-food-from-human-trends https://canidae.com/blog/2017/05/10-health-benefits-of-turmeric-for-dogs/ https://www.interpharma.co.th/articles/articles-intervetta/เมื่อน้องหมาเป็นโรคข้อ/ 

5 ประโยชน์ของ มันหวาน Superfood ช่วยคุมน้ำหนักสัตว์เลี้ยง ที่คนเลี้ยงสัตว์ควรรู้!

  รู้ไหม.. มันหวาน ช่วยลดความอ้วนของสัตว์เลี้ยงได้? หลาย ๆ คน ที่มีสัตว์เลี้ยง น่าจะเคยเจอปัญหาสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักเกิน ซึ่งมักจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ทำให้เราจะต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น วันนี้จะขอพาทุกคนไปดูข้อดีของมันหวาน ตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เติบโตเร็วและน่าจับตามองเลยทีเดียวค่ะ     สำหรับ มันหวาน ที่นอกจากจะเป็น Superfood ของคนแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่ง Superfood ที่มีอยู่ในอาหารสัตว์เลี้ยงด้วยค่ะ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง จึงมักมีการนำเอามันหวานมาเป็นส่วนผสมที่สำคัญ เนื่องด้วยมีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงหลายอย่าง และตอบโจทย์ได้ดีในเรื่องของ Limited ingredient diet (LID) ที่เป็นความท้าทายต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่จะต้องจำกัดสารอาหารบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในสัตว์เลี้ยง แต่ก็ยังต้องคงความเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ครบคุณค่าด้านโภชนาการ ทั้งนี้มันหวานมีประโยชน์ดี ๆ ต่อสัตว์เลี้ยงของเราดังนี้ 1. ช่วยควบคุมน้ำหนัก  เริ่มกันที่ประโยชน์แรกของมันหวาน ที่เป็นตัวช่วยดี ๆ ในการช่วยควบคุมน้ำหนักให้กับสัตว์เลี้ยงได้ ด้วยเป็นเพราะว่า มีไฟเบอร์ที่ช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน และทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ลดการกินอาหารที่มากเกินไป 2. ช่วยในการขับถ่าย ไฟเบอร์ที่มีอยู่ในมันหวาน เป็นกากใยตามธรรมชาติ ที่นอกจากจะช่วยคุมน้ำหนักในสัตว์เลี้ยงได้แล้ว ก็ยังพลัสประโยชน์แบบคูณสอง ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายได้ง่าย ลดอาการท้องผูก และลดปัญหาการขับถ่ายที่อาจจะพบได้ในสัตว์เลี้ยง 3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยในการเจริญเติบโต มันหวานมีสารอาหารอย่างโปรตีนสูง ที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยังช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต ทำให้สัตว์เลี้ยงแข็งแรงสมวัย 4. เพิ่มการมองเห็น บำรุงสายตา เบต้าแคโรทีน ที่เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญในมันหวาน มีส่วนช่วยเพิ่มการมองเห็น บำรุงสายตา อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาสายตาต่าง ๆ ของสัตว์เลี้ยงได้ดี 5. มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ หากกล่าวถึงอีกหนึ่งประโยชน์ของมันหวานนั่นก็คือ การช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยในการต้านการเกิดมะเร็ง และชะลอความชราในสัตว์เลี้ยงลงได้   Tips: สามารถให้สัตว์เลี้ยงกินมันหวานดิบได้ไหม? อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันหวานจะมีประโยชน์มากมายต่อสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินมันหวานดิบ เนื่องจากมันหวานดิบเคี้ยวยาก เสี่ยงต่อการสำลักได้ง่าย และยังย่อยยากอีกด้วย ดังนั้นการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมของมัน หวาน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ทำให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และยังมีความปลอดภัยมากกว่า   ที่มา https://www.petfoodindustry.com/articles/6037-pet-food-ingredients-from-superfood-plants?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/7395-superfoods-growing-fast-as-cat-food-trends?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/6759-limited-ingredient-diet-pet-food-options-analyzed

อาหารสัตว์เลี้ยงทำจากแมลง เทรนด์ใหม่เพื่อโลกที่ยั่งยืนจริงหรือ

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางส่วนจะมีความกังวลในการทำฟาร์มแมลงขนาดใหญ่ การหันมารับประทานอาหารที่ทำมาจากแมลงก็ยังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในการรับประทานอาหารเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต่อสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเพราะอาหารสัตว์แบบธรรมดานั้น ทำมาจากธัญพืชซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการทำฟาร์มและพื้นที่ในการผลิตค่อนข้างสูง และไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเป็นการทำลายป่า จากงานวิจัยของ The Dutch Review ในปี 2560 ได้เปรียบเทียบเทียบการทำฟาร์มปศุสัตว์ประเภทต่าง ๆ และค้นพบว่า ประโยชน์ของแมลง คือ - ต้องการพื้นที่และน้ำในปริมาณน้อย - ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก - ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนจากอาหารเป็นเนื้อสูง - มีประโยชน์ต่อสัตว์ชนิดอื่น ๆ และต่อการให้อาหารสัตว์น้ำ   ในปี 2564 นักวิจัยชาวอังกฤษและเยอรมนีได้พบว่า ผลกระทบของการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น “มีค่าเท่ากับผลกระทบจากการบริโภคและปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ในบริเวณที่มีขนาดเป็นสองเท่าของพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินของอังกฤษ อีกทั้ง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว ยังส่งผลให้อังกฤษเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 60 หรือเรียกได้ว่า มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับทั้งประเทศของโมซัมบิกหรือฟิลิปปินส์” สำหรับคนส่วนมาก แมลงดูเหมือนจะไม่ค่อยน่ารับประทานนัก แต่การที่จะทำให้สัตว์เลี้ยงหันมาบริโภคแมลงอาจจะสำเร็จได้ง่ายกว่าที่คิด อ้างอิงจากสมาคมผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์เลี้ยงอเมริกัน (American Pet Products Association) เหล่าบริษัทสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่บริษัทที่ตั้งมานานแล้ว ต่างได้เริ่มเข้าสู่ตลาดการนำแมลงมาทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งในปี 2564 ตลาดดังกล่าวนี้ มีมูลค่าถึงสี่หมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 Yora Pet Food บริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศอังกฤษ ได้ริเริ่มการนำโปรตีนจากแมลงมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง และวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษเป็นที่แรก โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ตั้งความคาดหวังไว้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะมีปริมาณการส่งออกถึง 200 ตัน และสร้างรายได้มากกว่า 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ธุรกิจดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของเหล่าผู้ผลิตในอเมริกาเหนือและยุโรป ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้โปรตีนจากแมลงแทนที่การใช้โปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Nestle ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ประกอบไปด้วยโปรตีนจากหนอนแมลงวันลาย พืช และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่อผลิตภัณฑ์คือ Purina Beyond Nature’s Protein สำหรับสุนัขและแมว โดยเปิดตัวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่แรก Nestle ได้ใช้ความระมัดระวังในการสร้างความสมดุลระหว่างส่วนผสมของโปรตีนที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ซึ่งประกอบไปด้วย โปรตีนที่มาจากแมลงในอาหารของแมวและสุนัข เพื่อที่จะเติมเต็มความต้องการทางสารอาหารเฉพาะตัวของสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกัน ต่อไปในปี 2574 ความต้องการในการใช้โปรตีนที่ทำจากแมลงเพื่อทำอาหารสัตว์เลี้ยงและเพื่อเลี้ยงดูสัตว์ต่าง ๆ อาจสูงถึงครึ่งล้านเมตริกตัน เปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่หนึ่งหมื่นเมตริกตัน อ้างอิงจากรายงานของ Rabo Research ในปี 2563 นี้ จะพบว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากแมลงได้กำลังขยายตัวและได้รับการสนับสนุนจากภาคการลงทุนและหุ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตลงได้ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรอัตโนมัติมากขึ้น และมีพัฒนาการทางด้านพันธุศาสตร์ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการออกกฎหมายร่วมด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ผลิตจากแมลงนั้น จะสามารถช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแมลงมีความคล้ายคลึงกับแหล่งอาหารตามธรรมชาติมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืช อีกทั้ง ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่าต่อการผลิตในระยะยาว อ้างอิง : https://www.cnbc.com/2021/06/12/more-pets-eating-insect-food-to-fight-climate-change-for-owners.html https://missiontothemoon.co/society-edible-insects/

ประโยชน์ของทอรีนสำหรับสุขภาพแมวของคุณ

            แมวเป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก จึงไม่เหมือนกับสัตว์กินพืชหรือสิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์ชนิดอื่น ทำให้แมวนั้นไม่สามารถสังเคราะห์ทอรีน (taurine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อแมวเช่นเดียวกับเมไทโอนีน (methionine) และซีสเตอีน (cysteine) ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่สัตว์พันธุ์ต่าง ๆ สามารถใช้ไกลซีน (glycine) หรือทอรีน ในการคอนจูเกตกรดน้ำดี (bile acid) ให้เปลี่ยนเป็นเกลือน้ำดี (bile salts) ได้ แต่แมวสามารถทำได้เพียงแค่คอนจูเกตกรดน้ำดีเท่านั้น อัตราการสังเคราะห์ที่ต่ำนี้เมื่อรวมกับน้ำดีที่เสียไปส่งผลให้ความต้องการอาหารที่มีทอรีนของแมวนั้นเพิ่มสูงขึ้น หากแมวได้รับกรดอะมิโนชนิดนี้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทางอาหารของตนนั้น ย่อมส่งผลให้แมวนั้นเป็นโรคจอประสาทตา ประสบปัญหาความล้มเหลวทางการสืบพันธุ์ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า หรืออาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติได้            ดังนั้น สมาคมควบคุมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งสหรัฐอเมริกา (the Association of American Feed Control Officials) หรือ AAFCO จึงได้แนะนำปริมาณขั้นต่ำของทอรีนในอาหารเปียกว่าควรมีทอรีน 0.2% เมื่อคำนวณเปรียบเทียบบนฐานวัตถุแห้ง ซึ่งทอรีนปริมาณนี้มีโอกาสที่จะถูกกลบด้วยทอรีนที่มีอยู่แล้วในเนื้อสัตว์ แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์นั้นมีสารอาหารชนิดอื่นที่เข้มข้นมากมาย มีอัตราการละลายน้ำที่สูง เสี่ยงต่ออันตรายจากการแสดงอาการที่เม็ดเลือดแดงนั้นสร้างไม่พอช้า และจากข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมนั้นค่อนข้างปลอดภัยเนื่องจากไม่มีการรายงานปัญหาที่เกี่ยวข้องจากการได้รับยาเกินขนาด การที่เพิ่มทอรีนส่วนเกินเล็กน้อยในเข้าไปในอาหารสัตว์อาจจะเป็นประโยชน์ ปริมาณที่เหมาะสมของทอรีนที่ควรเพิ่มเข้าไปในอาหารนั้นจึงควรอยู่ที่ 250 มก. ต่อเนื้อขนาด 1 ปอนด์            สำหรับประโยชน์ของทอรีนนั้น แมวจะได้รับประโยชน์จากทอรีนที่สำคัญ 5 อย่างด้วยกัน ดังต่อไปนี้ส่งเสริมการทำงานของสมอง : ทอรีนช่วยในการสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของเซลล์สองบำรุงรักษาสุขภาพสายตาในสัตว์เลี้ยง : หากไม่มีทอรีน จอประสาทตาของแมวอาจเสื่อมสภาพลงได้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจในแมว : เนื่องจากแมวไม่สามารถสังเคราะห์ทอรีนขึ้นเองได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทอรีนจำเป็นต่ออาหารแมวส่งเสริมอนามัยการเจริญพันธุ์ของแมว : การขาดทอรีนในแมวนั้นสามารถนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากในการสืบพันธุ์ เช่น การล้มเหลวทางการสืบพันธุ์ หรือ ลูกแมวไม่แข็งแรง ทอรีนสามารถส่งเสริมการสืบพันธุ์ได้ทั้งในแมวและหมาปกป้องระบบภูมิคุ้มกัน : บทบาทพื้นฐานของทอรีนในระบบภูมิคุ้มกันจะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระ ทอรีนจะปกป้องเนื้อเยื่อจากภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชันที่เกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของโรคการอักเสบ

ข้อแนะนําในการเปลี่ยนอาหารน้องแมวภายใน 7 วัน

น้องแมวแต่ละตัวต่างมีรสชาติอาหารที่ติดใจและคุ้นเคยเป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเปลี่ยนอาหารจานโปรดจานเดิม ๆ ให้กลายเป็นเมนูใหม่ เหล่าทาสแมวทั้งหลายควรพึงรู้ไว้ว่า จะต้องค่อย ๆ ลองเปลี่ยนเมนูอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอาการปวดท้องหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยการทําตามคําแนะนําง่าย ๆ และใช้เวลาเพียง 7 วัน เท่านั้น!   แล้วทําไมเราถึงต้องเปลี่ยนอาหารน้องแมวล่ะ ? ในบางครั้ง คุณอาจจะตัดสินใจได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนชนิดอาหารให้กับน้องแมวตัวโปรด ซึ่งสาเหตุในการเปลี่ยนอาหารก็อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น   1) ลูกแมวตัวน้อยของคุณพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นแมววัยรุ่นโตเต็มวัยแล้ว 2) ความต้องการด้านสุขภาพของเจ้าแมวคนเก่งเปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะต้องการสารอาหารที่มีความเหมาะสมมากขึ้น 3) ความต้องการของเจ้าของเองซึงอาจจะอยากเปลี่ยนประเภทอาหาร เป็นอาหารเปียก อาหารเม็ด หรืออาหารผสม ซึ่งในปัจจุบัน อาหารแมวได้พัฒนาไปอย่างมาก ให้มีความสมดุลและความเหมาะสมกับช่วงอายุ สถานะทางกายภาพ และไลฟ์สไตล์ของแมวแต่ละตัว และสามารถมอบคุณประโยชน์ทางโภชนาการให้กับน้องแมวได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยปราศจากความเสี่ยงในการขาดสารอาหาร และนั่น จึงหมายความว่า อาจมีแนวโน้มมากขึ้นที่เหล่าทาสแมวทั้งหลายจะเปลี่ยนอาหารแมวบ่อย ๆ ไปตามความหลากหลายของประเภทอาหารที่มีให้เลือกมากมาย   การเปลี่ยนอาหารน้องแมว ทําไมเราถึงต้องทําอย่างระมัดระวังนะ ? ประสบการณ์แรกของชนิดอาหารมีส่วนสําคัญต่อความชื่นชอบอาหารของลูกแมวในระยะยาว ดังนั้นก่อนที่เหล่าคนรักแมวจะไปรับลูกแมวตัวน้อยกลับมาเลี้ยงที่บ้าน จะต้องทราบก่อนว่า ลูกแมวตัวนั้น ๆ เคยทาน อาหารชนิดใดมาก่อน เพราะลูกแมวจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้นหากได้ทานอาหารแบบเดิม ในทํานองเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงอาหาร ก็ควรจะทําอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดทุกช่วงอายุแมวบางตัวอาจไม่ไว้วางใจ หากต้องทานอาหารประเภทใหม่ โดยพฤติกรรมนี้จะเรียกว่า “โรคกลัวของใหม่ หรือ Neophobia” ซึ่งเชื่อกันว่า พฤติกรรมนี้เป็นการป้องกันการทานอาหารที่เป็นพิษหรืออาหารปนเปื้อน และนี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดคุณจึงควรเพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังเป็นการลดปัจจัยที่อาจสร้างความเครียด รวมถึงหลีกเลี่ยงการที่เจ้าแมวจะปฏิเสธอาหารใหม่อีกด้วย   วิธีเปลี่ยนอาหารให้เจ้าแมวตัวโปรด ทราบหรือไม่ว่า การค่อย ๆเปลี่ยนอาหารใหม่ให้แมวโดยผสมในอาหารสูตรเดิมในช่วงเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ถือเป็นวิธีการและระยะเวลาที่ดีที่สุด อีกทั้ง วิธีนี้ยังช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดท้อง โรคกลัวของใหม่หรือความวิตกกังวลอื่น ๆ สําหรับแมวของคุณได้ด้วย ซึ่งเคล็ดลับคือ ต้องเริ่มต้นจากการผสมอาหารใหม่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ เพิ่มอัตราส่วนจนกระทั่งแมวของคุณเปลี่ยนไปกินอาหารใหม่อย่างสมบูรณ์ วันที่ 1 และ 2 - อาหารเดิม 75% ผสมกับอาหารใหม่ 25% วันที่ 3 และ 4 - อาหารเดิม 50% ผสมกับอาหารใหม่ 50% วันที่ 5 และ 6 - อาหารเดิม 25% ผสมกับอาหารใหม่ 75% วันที่ 7 - อาหารใหม่ 100%   ข้อควรระวัง : ควรรักษากิจวัตรประจําวันในการให้อาหารตามปกติกับเจ้าแมวของคุณ เคร่งครัดกับเวลาอาหารและสภาพแวดล้อมในการทานอาหารแบบเดิม เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงให้เหลือน้อยที่สุด และทําให้แมวผ่อนคลายระหว่างการเปลี่ยนไปทานอาหารใหม่   จับตาดูแมวของคุณให้ดี เมื่อมีการเปลี่ยนอาหารใหม่อย่าลืมจับตาดูพฤติกรรมของเจ้าแมวอย่างใกล้ชิด โดยคุณสามารถสังเกตได้ว่า แมวของคุณตอบสนองกับการเปลี่ยนอาหารได้ดีเพียงใด หากให้อาหารที่เหมาะสมจะแสดงผลออกมาด้วยการมีสุขภาพภายนอกที่ดีรวมถึงการมีน้ําหนักตัวและคุณภาพของอุจจาระที่ดีด้วย

มัดใจเจ้าเพื่อนสี่ขาตัวน้อย ด้วยสูตรอาหารโฮมเมด “ขนมอัลมอนด์โอ๊ตมีล”

สิ่งที่บรรดาคนรักสุนัขทั้งหลายมักมองหาอยู่เสมอ ๆ คงหนีไม่พ้น ‘สูตรอาหารที่มีคุณประโยชน์และเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่ดี’ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าสุนัขของคุณกลืนอะไรลงท้องบ้างในแต่ละวัน คุณจึงต้องเริ่มลงมือปรุงอาหารว่างหรือขนมสัก 1-2 มื้อ เสิร์ฟให้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วยตนเอง และเมนูอาหารที่ทำได้ง่ายแสนง่ายนั่นก็คือ “เมนูขนมอัลมอนด์โอ๊ตมีล” นั่นเอง ไม่ต้องห่วงว่าสุนัขคุณจะแพ้ขนมที่ทานเข้าไปรึเปล่า เพราะขนมอัลมอลด์โอ๊ตมีลสูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ปลอดภัย หายห่วงเรื่องอาการแพ้แน่นอน    ส่วนผสม  1.    แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย 2.    โอ๊ตมีล ½ ถ้วย  3.    เนยอัลมอนด์ ½ ถ้วย  4.    ไข่ไก่ 2 ฟอง  5.    น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ    วิธีทำ  1.    เริ่มจากการวอร์มเตาอบ โดยเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา  2.    ผสมส่วนผสมทุกอย่าง (ยกเว้นน้ำเปล่า) ให้เข้ากัน  3.    ค่อย ๆ เทน้ำ 1 ช้อนชา เพื่อให้แป้งเซ็ตตัวได้ดี  4.    นำแป้งที่ผสมแล้ววางลงบนโต๊ะที่โรยผงแป้งไว้ นวดให้ได้ความหนา ¼ นิ้ว แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ รูปแบบตามใจชอบ 5.    ทาน้ำมันให้ทั่วแผ่นรองอบ แล้ววางแป้งที่หั่นเรียบร้อยแล้วลงไป นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา ใช้เวลาประมาณ 12 นาที ด้านล่างของขนมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเล็กน้อย  6.    นำขนมออกจากเตาอบ วางทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเย็นลง แล้วเก็บไว้ในกล่องสูญญากาศ 

เปิดสูตรขนม “กล้วยและอัลมอนด์” แสนอร่อย เพื่อสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ขนมกล้วยและอัลมอนด์ที่แสนอร่อยนี้ เป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฝึกสุนัข แต่ระวังอย่าให้สุนัขตัวน้อยรับประทานมากเกินไป เพราะขนมเพื่อสุขภาพฉบับโฮมเมดสูตรนี้อาจเปลี่ยนลูกสุนัขของคุณให้กลายเป็นลูกหมูที่แข็งแรงได้ง่าย ๆ ส่วนผสม   1. ไข่ไก่ออร์แกนิก 1 ฟอง 2. เนยอัลมอนด์ ชนิดจืด ¾ ถ้วย 3. กล้วยออร์แกนิก 1/3 ลูก 4. อบเชยป่น 1 ช้อนชา วิธีทำ 1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา 2. จากนั้น วางกระดาษรองอบลงบนถาดอบขนม 3.  นำกล้วยไปบดใส่ชาม แล้วเทส่วนผสมอื่นลงไป 4. ใช้ส้อมคลุกส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แป้งที่ถูกต้องควรจะเนื้อแน่นและเหนียวนุ่ม 5. แบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ วางบนกระดาษรองอบ แล้วนำเข้าเตาอบ ใช้เวลา 5 นาที 6. หมุนถาด แล้วอบต่ออีก 5 นาที 7. นำขนมออกจากเตาอบ ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเย็นลง   ข้อควรระวัง : เก็บได้ประมาณ 1 อาทิตย์

สูตรลับสุดเด็ด “เนื้อและมันอบ” เมนูเติมพลังหลัง Work Out สำหรับเจ้าเพื่อนตัวน้อย

ไม่ต้องเป็นถึงเชฟสุดเชี่ยวชาญ คุณก็สามารถปรุงอาหารให้สุนัขด้วยตนเองได้อย่างไม่ยากเย็น ขอแค่คุณเป็นคนรักสัตว์ที่เปี่ยมด้วยความรักและความเอาใจใส่ เมนู “เนื้อและมันอบ” นี้เอง ที่จะเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ แถมยังช่วยเติมพลังให้สุนัขได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า เมนูนี้เหมาะสุด ๆ สำหรับทานเป็นมื้อหลังออกกำลังกายของเจ้าสุนัขของคุณ ส่วนผสม   1. มันฝรั่ง 2. เนื้อสด (ไม่ปรุงรส) วิธีทำ หั่นส่วนผสมทั้งสองอย่างออกเป็นชิ้นๆ หนาประมาณ ½ นิ้ว วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศา อบจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดจะแห้ง หลังจากให้สุนัขรับประมาณในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่เหลือสามารถเก็บไว้ในกล่องสุญญากาศ แล้วนำเข้าตู้เย็นเพื่อเก็บความสดไว้ได้ประมาณ 2-3 วัน ข้อควรระวัง : เมื่อปรุงอาหารเองที่บ้าน อย่าลืมหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่สุนัขของคุณแพ้