บทความของพวกเรา

เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ


รวม 5 ประโยชน์ของ ขนมแมวเลีย อาหารสุดโปรด โดนใจเหมียว

  ใครที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้านอย่างน้องแมว เมื่อกล่าวถึง “ขนมแมวเลีย” เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก แถมบางคนยังอาจเบือนหน้าหนี หรือรีบปฏิเสธทันทีที่จะให้น้องแมวของตนเองลองกินขนมแมวเลียค่ะ ด้วยกังวลว่า ขนมแมวเลียอาจจะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพของน้องแมวได้ แต่ขนมแมวเลียก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสมอไป อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจกันเสียทีเดียวค่ะ เพราะขนมชนิดนี้ก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ซึ่งวันนี้ได้รวบรวมมาฝากกันถึง 5 ข้อ จะมีอะไรบ้าง ตามมาอ่านกันดีกว่าค่ะ     ► ช่วยเสริมวิตามินที่จำเป็นให้น้องแมว ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ขนมแมวเลียก็มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของน้องแมวเช่นกันค่ะ โดยในบางมื้ออาหาร หรือบางสัปดาห์ เพื่อน ๆ อาจให้ขนมแมวเลีย เพื่อช่วยเสริมวิตามินให้กับน้องแมวเพิ่มเติมจากมื้ออาหารหลักก็ได้ค่ะ   ► ใช้ฝึกน้องแมวให้ทำตามคำสั่ง/ให้เป็นรางวัล สำหรับช่วงของการฝึกฝนเจ้าเหมียว ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทน บวกกับความพยายามทั้งตัวเราและน้องแมวเป็นพิเศษ การให้ขนมแมวเลีย ก็ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับน้องแมว ช่วยให้ฟังคำสั่งและปฏิบัติตามเจ้าของได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ   ► สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทาสและเหมียวให้ดีขึ้นได้ ใครที่กำลังมองหาช่วงเวลาพิเศษระหว่างน้องแมว แต่มักจะโดนเจ้านายตัวดีทำตัวเมินอยู่บ่อย ๆ ให้ลองหยิบซองขนมแมวเลียขึ้นมาและฉีกซอง รับรองว่า น้องแมวจะรีบตามมาอย่างแน่นอนค่ะ โดยในระหว่างการให้ขนมแมวเลีย ยังช่วยให้เจ้าของและน้องแมวได้ใกล้ชิดคุ้นเคยกันมากขึ้นอีกด้วยค่ะ   ► ช่วยคลายความกังวล คลายความเครียดให้กับน้องแมว เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า การให้ขนมแมวเลีย เป็นตัวช่วยดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด หากต้องการให้น้องแมวคลายความกังวล หรือลดความเครียดให้กับน้องแมว ซึ่งความวิตกกังวลหรือความเครียดอาจมาจากหลากหลายสาเหตุ อาทิ การย้ายบ้านใหม่ การรับเลี้ยงน้องแมวตัวใหม่ เป็นต้น   ► กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น หากสังเกตได้ว่าน้องแมวเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร หรือพบอาการเจ็บป่วยซึ่งอาจส่งผลให้กินอาหารได้น้อยลง การให้ขนมแมวเลียที่มีกลิ่นหอมและรสสัมผัสที่ดี ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารให้กับน้องแมวได้มากขึ้นค่ะ   อย่างไรก็ตาม การให้ขนมแมวเลียกับน้องแมว ควรอยู่ในปริมาณที่พอดี เหมาะสม โดยคำนึงถึงข้อควรระวัง เกี่ยวกับโรคประจำตัวของน้องแมวที่ต้องใส่ใจในอันดับต้น ๆ และวัตถุประสงค์หลักก่อนการให้ขนมแมวเลีย รวมถึงยังคงต้องเน้นการให้อาหารหลักที่ต้องครบถ้วนควบคู่กันไปด้วย ไม่ควรให้กินแต่ขนมแมวเลียเท่านั้น นอกจากนี้การเลือกขนมแมวเลียให้กับน้องแมว ควรเลือกยี่ห้อที่มีความปลอดภัย ได้รับมาตรฐาน อีกทั้งควรเลือกซื้อจากจุดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ด้วยค่ะ   ที่มา https://www.hartz.com/en-ca/the-benefits-of-wet-cat-treats/ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0296A7yaKR3HPqW9udwqka6h26KcvJbVpcEVNKRqazZa42FM6C8Mr7GteKibPXbXRl&id=101383455113961

4 โรคที่มาพร้อมฝนของน้องหมาและน้องแมว รู้ไว้ก่อน ป้องกันได้

  ฮัดชิ่ว!! ในช่วงหน้าฝน โรคสุดฮิตที่เรามักจะเจอหรือคนรอบข้างมักเป็นกันบ่อย ๆ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โรคตาแดง หรือใครที่ต้องลุยน้ำ ก็อาจจะเจอโรคผิวหนังอย่างน้ำกัดเท้าได้ด้วยค่ะ โดยในบางโรคเราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน การออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ การหมั่นดูแลความสะอาดของร่างกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่สัตว์เลี้ยงอย่างน้องหมาและน้องแมว ก็มีโรคที่ควรต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนเช่นกันค่ะ ทั้งนี้ จะมีโรคอะไรบ้างนั้น  รวมถึงจะมีวิธีในการป้องกันได้อย่างไร วันนี้ได้รวบรวมมาฝากเหล่าทาสกันแล้วค่ะ     • โรคพยาธิหนอนหัวใจ อาการของโรค พบได้ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรง เช่น เบื่ออาหาร ไอ จาม ลักษณะอาจคล้ายอาการหวัด โลหิตจาง ไปจนถึงอาการรุนแรง ได้แก่ ปอดอักเสบ หายใจลำบาก ตับและไตวาย หรืออาการหนักจนเสียชีวิตได้ วิธีป้องกันโรค 1. หยดน้ำยาฆ่าพยาธิเซลาเมกติน ในรูปแบบยาหยอดหลัง เป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง 2. หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงถูกยุงกัด เพราะยุงทุกชนิดเป็นพาหะของโรคนี้     • โรคปอดบวม อาการของโรค โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ เกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงสำลัก สูดดมเชื้อราหรือสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย โดยสัตว์เลี้ยงจะมีอาการไข้สูง มีน้ำมูก ไอ ขี้ตามาก ซึม เบื่ออาหาร น้ำตาไหล และพบอาการหายใจลำบาก เหนื่อยหอบได้ สำหรับโรคนี้หากภูมิคุ้มกันสัตว์เลี้ยงไม่ดี ก็สามารถทำให้สัตว์เลี้ยงอาการแย่ลงจนเสียชีวิตได้ค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. การทำความสะอาดบ้านให้ปลอดภัยจากเชื้อราและสารก่อภูมิแพ้ 2. การให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของสัตว์เลี้ยง รวมถึงให้นอนในที่แห้งสะอาด ไม่อับชื้น 3. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงที่จะทำให้เกิดการสำลักได้     • โรคไข้เห็บ อาการของโรค มีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีไข้ โลหิตจาง มีภาวะซีด โดยเจ้าของอาจสังเกตได้จากสีเหงือกหรือเยื่อบุตา บางครั้งอาจพบอาการอาเจียน ถ่ายเหลวได้อีกด้วย ทั้งนี้อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น ความรุนแรงของโรค ซึ่งอาการที่พบจึงอาจแตกต่างกันไปค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. ทำความสะอาดบ้านในทุกจุดให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เห็บและหมัด เจริญพันธุ์หรือวางไข่ได้ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน 2. ใช้ยา/ผลิตภัณฑ์สำหรับกำจัดเห็บหมัด อย่างยาหยอดหลังหรือยากินสำหรับน้องหมา น้องแมว แบบเดือนละ 1 ครั้ง หรือแบบ 3 เดือนต่อ 1 ครั้งก็ได้ค่ะ 3. หมั่นสำรวจร่างกายสัตว์เลี้ยงและกำจัดเห็บหมัดเป็นประจำ     • โรคผิวหนัง อาการของโรค สัตว์เลี้ยงจะมีการเกาบ่อย เการุนแรง เนื่องมาจากอาการคัน มีตุ่มผื่น ผิวหนังแห้งแดง หลุดลอก ตกสะเก็ด มีขนร่วงเป็นหย่อม ๆ หรืออาจร่วงทั้งตัวเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้หากผิวหนังอักเสบรุนแรง อาจมีแผลร่วมด้วยค่ะ วิธีป้องกันโรค 1. ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่แห้ง สะอาด ไม่อับชื้น ไม่โดนละอองฝน 2. ดูแลขนและผิวหนังของน้องหมาและน้องแมวให้แห้ง สะอาดอยู่เสมอ     แม้ว่าโรคบางโรคจะไม่ได้แสดงอาการในทันที โดยอาจจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือใช้เวลามากกว่านั้น แต่สัตว์เลี้ยงอาจได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ในช่วงหน้าฝนได้ ดังนั้นการหมั่นดูแลสุขภาพของน้องหมาและน้องแมวเป็นประจำ จะช่วยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในระยะยาว ทั้งนี้เมื่อสัตว์เลี้ยงเริ่มมีอาการป่วย ไม่ว่าจะมีอาการมากหรือน้อย ให้รีบนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ เพื่อการวินิจฉัย รักษาโรคที่รวดเร็วและทันเวลาค่ะ     ที่มา https://thonglorpet.com/th/diary/รู้ก่อน-เตรียมรับมือก่อน-กับการดูแลสุนัขในหน้าฝน https://www.punpro.com/p/5-serious-pet-diseases-in-rainy-season https://masii.co.th/blog/โรคร้ายในสุนัข-หน้าฝน

AAFCO คืออะไร? ทำความรู้จักได้ง่าย ๆ ใน 5 นาที!

เวลาจะเลือกซื้ออาหารแต่ละครั้ง เพื่อน ๆ เลือกสังเกตจากเครื่องหมายรับรองอะไรกันบ้างคะ ในบ้านเราที่น่าจะคุ้นตาหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี ก็คงจะต้องเป็นเครื่องหมาย อย. เครื่องหมาย GMP เครื่องหมาย HACCP หรือเครื่องหมายมาตรฐาน Q เป็นต้น ส่วนใครที่อยู่ต่างประเทศ ก็อาจจะเลือกซื้อตามที่มีเครื่องหมายรับรองอาหารของประเทศนั้น ๆ ระบุไว้ แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่า อาหารสัตว์เลี้ยง ก็ควรได้รับการรับรองเป็นไปตามมาตรฐานของ “AAFCO” ด้วยเช่นกันค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปทำความรู้จักกับ AAFCO ว่าคืออะไร ทำไมอาหารสัตว์ควรได้การรับรองจาก AAFCO ตามมาอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ   ► 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมาตรฐาน AAFCO บนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ สำหรับใครที่มีสัตว์เลี้ยงหรือชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์ มาดู 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมาตรฐาน AAFCO ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเลือกอาหารให้สัตว์เลี้ยงได้อย่างปลอดภัย และทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีสุขภาพดี  โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. AAFCO คืออะไร? สำหรับ “สมาคมควบคุมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งอเมริกา” หรือ AAFCO ย่อมาจาก Association of American Feed Control Officials โดยสมาคมได้ก่อตั้งขึ้นมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1909 หรือ พ.ศ. 2452 ค่ะ 2. บทบาทหน้าที่ของ AAFCO คืออะไร? AAFCO เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรหรือผลประโยชน์ มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อให้อาหารสัตว์เลี้ยงมีการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ส่งผลให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือผู้เลี้ยงสัตว์มั่นใจได้ว่า อาหารมีความสะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีสารอาหารที่ครบถ้วน ถูกต้องตามหลักของโภชนาการสัตว์ และสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ค่ะ 3. ประเภทของอาหารสัตว์ตามหลักมาตรฐานของ  AAFCO หากพูดถึงการแบ่งประเภทของอาหารสัตว์ตามหลักมาตรฐานของ  AAFCO สามารถแบ่งได้ดังนี้              • M (Adult maintenance) คือ สูตรสารอาหารปกติ โดยจะเหมาะสำหรับสัตว์โตเต็มวัย              • G (Growth and reproduction) คือ สูตรสารอาหารสูง จึงเหมาะสำหรับลูกสัตว์และแม่สัตว์โดยเฉพาะ              • A (All Life Stages) เป็นสูตรที่เหมาะกับทุกช่วงวัย              • S (Supplemental Feeding Only) สูตรสำหรับใช้เป็นอาหารเสริมเท่านั้น 4. อาหารสัตว์ที่มีคุณค่าโภชนาการตามมาตรฐานของ AAFCO บนฉลากมีข้อความระบุว่าอย่างไร? "(Name of product) is formulated to meet the nutritional levels established by the AAFCO (Dog/Cat) Food Nutrient Profiles." หรือ "Animal feeding tests using AAFCO procedures substantiate that (name of product) provides complete and balanced nutrition." ค่ะ   อย่างไรก็ดี ในการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยง นอกจากการเลือกซื้ออาหารที่ตรงตามมาตรฐาน AAFCO แล้ว ยังมีส่วนประกอบสำคัญอื่น ๆ ที่ควรดูก่อนการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงด้วยเช่นกัน ได้แก่ แหล่งผลิต เลขทะเบียนอาหารสัตว์ วันหมดอายุ ส่วนผสม สารอาหาร สารปรุงแต่ง ปริมาณการให้อาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งควรมีระบุครบถ้วน ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์  รวมถึงควรผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพอื่น ๆ อาทิ GMP HACCP BRCGS หรือจากกรมปศุสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการอ่านฉลากทุกครั้ง จะช่วยทำให้เราเลือกซื้ออาหารสัตว์ได้ตอบโจทย์ ปลอดภัย และเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราที่สุดค่ะ   ที่มา : https://www.facebook.com/urbanpawspetstore/photos/a.109217537552483/269929338147968/?type=3 https://www.talingchanpet.net/อ่านฉลากอาหารสัตว์/ https://www.feedmeplease.com/th/articles/how-to-read-dog-food-label.html    

มาดูให้ชัวร์! น้องแมวที่บ้านกินอาหารตรงตามช่วงวัยหรือไม่?

You are what you eat! ประโยคนี้ยังคงคลาสสิกและใช้ได้จริงอยู่เสมอเลยค่ะ ด้วยเป็นเพราะว่าอาหารที่เราทานเข้าไปในแต่ละวันนั้น ส่งผลต่อสุขภาพหรือรูปร่างของเราได้โดยตรง แต่เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่า เจ้าเหมียวเองก็ต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน เหมาะสมตามวัย และถูกต้องตามหลักโภชนาการไม่ต่างจากคนเลยล่ะค่ะ วันนี้มีวิธีเลือกอาหารให้ตรงกับช่วงวัยของเจ้าเหมียวมาฝากกันค่ะ   5 ช่วงวัยของน้องแมวกับการเลือกอาหารที่ควรใส่ใจ 1. ลูกแมวแรกเกิด (0 - 4 สัปดาห์) มาเริ่มต้นกันที่ลูกแมวในช่วงแรกเกิด - 4 สัปดาห์ สำหรับลูกแมวในช่วงนี้ ควรได้รับสารอาหารที่มาจากน้ำนมแม่แมวเท่านั้น เพราะมีโปรตีนสูงและ DHA ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกแมว เพื่อให้ร่างกายของลูกแมวช่วงแรกเกิดได้มีภูมิคุ้มกัน และช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ 2. ลูกแมว (1-6 เดือน) ในช่วง 1-2 เดือนแรก เป็นช่วงที่ลูกแมวเพิ่งหย่านม ควรให้เป็นอาหารแมวชนิดเปียกสำหรับลูกแมวโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกแมวเกิดการปรับตัว และเป็นการเริ่มต้นการกินอาหารที่มาจากแหล่งโภชนาการอื่นที่ไม่ใช่นมแม่แมว หลังจากเริ่มเข้าสู่เดือนที่ 3-4 เป็นต้นไป อาจเริ่มด้วยอาหารอื่น ๆ ที่ย่อยได้ง่าย ทานง่าย สูตรสำหรับลูกแมว โดยให้เน้นที่มีสารอาหารสำคัญอย่างทอรีน โปรตีน วิตามินอี และโอเมกา 3 ค่ะ 3. แมวโต  (อายุ 7 เดือนขึ้นไป) มาต่อกันด้วยน้องแมวโต ที่มีอายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป ควรเน้นให้อาหารที่มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย แคลเซียม วิตามินดี และฟอสฟอรัส โดยสามารถเปลี่ยนมาให้ทานอาหารเม็ดได้ค่ะ 4. แมวโตเต็มวัย (อายุ 1-6 ปี) สำหรับแมวโตเต็มวัย ในช่วงอายุ 1-6 ปี เราควรใส่ใจเลือกอาหารที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ กรดไขมัน วิตามิน รวมถึงยังต้องเน้นอาหารที่มีแคลเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันของเจ้าเหมียวค่ะ 5. แมวสูงอายุ (อายุ 7-10 ปีขึ้นไป) หนึ่งในช่วงวัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 7 -10 ปีขึ้นไป ซึ่งเรียกได้ว่าเข้าสู่วัยสูงอายุของน้องแมวแล้วล่ะค่ะ ควรให้ทานอาหารที่มีไขมันและพลังงานต่ำ มีโอเมกา 3 เน้นไฟเบอร์ที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่าย โดยอาจจะให้เป็นอาหารเปียกแทนอาหารเม็ดไปเลยก็ได้ค่ะ   Tips: แมวท้อง/แมวให้นม ควรให้อาหารแบบไหนดีนะ? ควรเน้นการให้อาหารที่มีโปรตีนสูง แต่ไขมันน้อย โดยยังคงต้องให้ในปริมาณที่พอดี เพียงพอ ไม่ควรให้อาหารมากจนเกินไป เพื่อป้องกันภาวะอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้แมวคลอดยาก   หากน้องแมวของเราได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ รวมถึงสารอาหารครบถ้วนตามแต่ละช่วงวัยที่ควรจะได้รับ จะช่วยทำให้น้องแมวมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ สมวัย และอารมณ์ดีอย่างแน่นอนค่ะ เพราะอาหารคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดีนั่นเอง รู้แบบนี้แล้ว…ครั้งหน้าเพื่อน ๆ อย่าลืมใส่ใจเลือกอาหารให้ตรงกับช่วงวัยของเจ้าเหมียวกันด้วยนะคะ   ที่มา https://nautilusonlineshop.com/ไขความลับ-แมวแต่ละช่วง/ https://be.chewy.com/ages-stages-cat-food/ https://allaboutcats.com/cat-feeding-guide https://www.shopat24.com/blog/ไม่มีหมวดหมู่/how-to-choose-cat-food-for-each-age-range-for-complete-nutrition/  

เรื่อง(ไม่)เล็ก เมื่อน้องหมาและน้องแมวเบื่ออาหาร สังเกตได้อย่างไร?

  น้องหมาและน้องแมวของใครมีอาการเบื่ออาหาร…ยกมือขึ้น!! เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการเบื่ออาหาร เหล่าทาสอย่างเรา ๆ ต่างก็รู้สึกวิตกกังวลและหาสาเหตุ พร้อมทั้งมองหาวิธีในการช่วยให้สัตว์เลี้ยงกลับมากินอาหารได้ตามปกติ คนที่กำลังเจอปัญหาดังกล่าว ต้องไม่พลาดกับเทคนิคดี ๆ ที่ได้นำมาฝากกันในวันนี้ค่ะ     ► สังเกตได้อย่างไร..เมื่อน้องหมาหรือน้องแมวเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร ? 1. กินอาหารน้อยลงจากปริมาณเดิมที่เคยกินในแต่ละวัน 2. มีความเมินเฉยหรือแค่ดม ๆ อาหารเท่านั้น 3. ไม่สนใจแม้จะเป็นอาหารที่เคยโปรดปราน    ► 5 Tips แก้ปัญหา น้องหมาและน้องแมวเบื่ออาหาร สำหรับน้องหมาและน้องแมวของใคร ที่กำลังมีอาการเบื่ออาหาร เรามาดู 5 วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนอาหารน่าเบื่อ ให้เป็นจานน่าอร่อยกันดีกว่าค่ะ 1. ปรับรูปแบบของอาหารให้ต่างจากเดิม ในบางสัปดาห์ เพื่อน ๆ อาจลองสลับมื้ออาหารประมาณ 1-2 วัน โดยในบางมื้ออาจให้เป็นอาหารเม็ดสลับกับอาหารบาร์ฟ (BARF) หรือการให้อาหารเม็ด 1 วัน สลับกับการให้อาหารบาร์ฟ 1 วัน เป็นต้น โดยสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของอาหารได้ตามความชอบของสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวได้เลยค่ะ 2. ผสมอาหารเปียก การผสมอาหารเม็ดกับอาหารเปียกเข้าด้วยกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารเดิม ๆ ให้ดูน่าอร่อย และยังได้รสสัมผัสใหม่ ๆ สำหรับน้องหมาและน้องแมวอีกด้วยค่ะ 3. เพิ่มขนมเล็กน้อยลงในบางมื้ออาหาร ลองเพิ่มขนมลงในบางมื้ออาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้น้องหมาและน้องแมวมากขึ้น แต่ไม่ควรให้ในปริมาณมากหรือบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้สัตว์เลี้ยงติดการกินขนมและเสียสุขภาพได้ค่ะ 4. อุ่นอาหารก่อนเสมอ อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ หรืออุ่นทุกครั้ง จะช่วยเพิ่มความหอมและความน่ากินได้ หรือจะลองเติมน้ำอุ่นเล็กน้อยลงในอาหารก็ช่วยเพิ่มความอร่อยให้อาหารได้เช่นเดียวกันค่ะ 5. มาปรับพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงกันเถอะ! เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากการปรับเรื่องของอาหารแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงก็มีความสำคัญไม่แพ้กันค่ะ เช่น การให้สัตว์เลี้ยงได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นการช่วยลดความเครียด แถมยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดมื้ออาหารให้ตรงเวลา เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวได้ปรับเวลาในการกิน เป็นต้น   ปัญหาการเบื่ออาหารของน้องหมาและน้องแมว อาจมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ การเลือกกินอาหาร ความเครียด การเปลี่ยนอาหาร การให้ขนมที่บ่อยเกินไป ปัญหาช่องปากและช่องท้อง หรือการเจ็บป่วยต่าง ๆ หากละเลยหรือปล่อยไว้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพของสัตว์เลี้ยงได้ในอนาคต ดังนั้นหากพบว่า สัตว์เลี้ยงมีอาการเบื่ออาหาร ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบหาสาเหตุหรือปรึกษาสัตวแพทย์จะดีที่สุดค่ะ   ที่มา https://www.makesend.asia/what-to-do-when-your-dog-and-cat-bored-food/ https://thonglorpetshop.com/archives/9203

How to cool your pet in Summer! วิธีคลายร้อนให้เจ้านายของคุณ

ในช่วงอากาศร้อน แดดแรงแบบที่อุณหภูมิสูงทะลุปรอทแบบนี้ หลาย ๆ คน ก็คงหาวิธีคลายร้อนในแบบที่ตนเองชื่นชอบและแตกต่างกันออกไป อย่างการดื่มน้ำเย็น ทานไอศกรีม เปิดเครื่องปรับอากาศ หรือใครไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจจะอาบน้ำ เพื่อเรียกความสดชื่นให้ร่างกายกันเลยทีเดียวค่ะ แล้วสัตว์เลี้ยงที่บ้านล่ะ… เพื่อน ๆ เลือกคลายร้อนให้เจ้านายกันด้วยวิธีไหน? เพราะว่าสัตว์เลี้ยงเอง ก็รู้สึกร้อนและเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ไม่ต่างจากคนเลยค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียคลายร้อนให้กับน้องหมาหรือน้องแมวที่บ้าน อย่ารอช้า ตามมาดูทริคดี ๆ ด้วยกันดีกว่าค่ะ   ► โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) ในสัตว์เลี้ยง หากพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจเต้นเร็ว มีไข้สูง มีน้ำลายไหลและหอบเหนื่อยมาก อาเจียน มึนงง มีการจ้องมองอย่างผิดปกติ หรือไปจนถึงมีอาการชัก นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติอื่น ๆ อีกได้เช่นเดียวกัน ทั้งหลังจากการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือมีอาการในวันที่มีอากาศร้อน แดดจัด ให้หาวิธีคลายความร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงโดยด่วน ด้วยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ในทันทีค่ะ     ► 7 วิธีคลายร้อนง่าย ๆ ให้กับสัตว์เลี้ยง เมื่อทราบถึงอาการฮีทสโตรกและการสังเกตอาการเบื้องต้นกันไปแล้ว มาต่อกันที่วิธีคลายร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงกันบ้างค่ะ ซึ่งมีวิธีที่สามารถช่วยคลายความร้อนและลดการเกิดอาการฮีทสโตรกได้ดังนี้   1. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวสัตว์เลี้ยง นำผ้าขนหนูชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็น บิดพอหมาด ค่อย ๆ เช็ดที่บริเวณขนให้ทั่วใบหน้า ลำตัว รวมไปถึงบริเวณท้องและอุ้งเท้าของสัตว์เลี้ยง จะช่วยคลายอุณหภูมิให้ร่างกายของน้องหมา น้องแมวเย็นลงได้ค่ะ   2. หลีกเลี่ยงการปิดปากสัตว์เลี้ยง เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการหอบเหนื่อย มีน้ำลายไหล สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ การปิดปากสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา นั่นเป็นเพราะว่า น้องหมา น้องแมวไม่มีต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง ดังนั้นการเปิดปาก พร้อมด้วยการห้อยลิ้นลง อย่างที่เราเห็นกันจนชินตา เป็นการระบายความร้อนอย่างหนึ่งของสัตว์เลี้ยงนั่นเองค่ะ   3. ให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ควรวางน้ำสำหรับให้สัตว์เลี้ยงดื่ม ไว้รอบพื้นที่บ้านในจุดต่าง ๆ และหากต้องพาสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้าน ควรเตรียมน้ำออกไปด้วยเสมอ ทั้งนี้ในวันที่อากาศร้อน อาจมีการใส่น้ำแข็งหรือให้น้ำเย็นกับสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยคลายร้อนค่ะ   4. ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควร ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในรถที่จอดเป็นเวลานาน รวมไปถึงห้องปิดสนิท ที่อากาศถ่ายเทได้ยาก ควร ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อน หากอากาศร้อน ให้เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยคลายความร้อนให้กับสัตว์เลี้ยง   5. พาไปว่ายน้ำหรือเล่นน้ำ การพาสัตว์เลี้ยงไปว่ายน้ำ หรือจะเล่นน้ำที่บ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นอกจากจะทำให้สัตว์เลี้ยงได้ออกกำลังกายแล้ว ยังทำให้ลดการเกิดภาวะฮีทสโตรกได้ค่ะ   6. เปลี่ยนของเล่นเป็นก้อนน้ำแข็ง ปกติแล้วของเล่นที่ให้น้องหมา น้องแมวกัดแทะ อาจจะเป็นลูกบอล ตุ๊กตา หรือยางกัดรูปทรงต่าง ๆ ลองเปลี่ยนเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดเล็ก โยนเล่นเบา ๆ ไปมา ให้สัตว์เลี้ยงได้ลองกัดและเลียจนก่อนน้ำแข็งค่อย ๆ ละลายหายไป ได้ทั้งความสนุก  อีกทั้งยังช่วยคลายร้อนได้ดีสุด ๆ เลยล่ะค่ะ   7. งดทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สำหรับวันที่อากาศร้อนอบอ้าว มีแดดจัด ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกาย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการฮีทสโตรกได้ค่ะ   การหมั่นสังเกตอาการและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงบ่อย ๆ ในช่วงหน้าร้อน จะช่วยทำให้เราสามารถช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงจากภาวะฮีทสโตรกได้ทันท่วงที รวมถึงการช่วยคลายร้อนให้กับสัตว์เลี้ยงด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้นดังที่ได้กล่าวมา อาทิ การใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวสัตว์เลี้ยง เมื่อพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการหอบเหนื่อยผิดปกติ การให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำหรือน้ำเย็นอย่างเพียงพอในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวและในวันที่มีแดดจัด หรือการเปลี่ยนของเล่นที่สัตว์เลี้ยงชอบกัดแทะเป็นก้อนน้ำแข็ง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ แถมยังช่วยลดการเกิดภาวะฮีทสโตรกได้อีกทางด้วยค่ะ     ที่มา https://www.usmagazine.com/celebrity-news/news/10-ways-to-keep-your-dog-cat-cool-this-summer/ https://www.purina.com/articles/dog/care/6-tips-how-to-keep-dogs-cool

ขมิ้นชัน ช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้จริงไหม? หาคำตอบที่นี่!

   “ขมิ้นชัน” สมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย อย่างการช่วยรักษาโรคกระเพาะลำไส้ เสริมสร้างภูมิต้านทาน ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงปอด สามารถนำมาทำเป็นเครื่องเทศสำหรับเมนูอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ไก่ต้มขมิ้น แกงคั่วปูใบชะพลู แกงไตปลา หรือแกงเหลือง อีกทั้งยังนำมาใช้ในการขัดผิว พอกผิว เพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณให้เรียบเนียน กระจ่างใสได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้! จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ มาไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กันค่ะ   ► อาการเบื้องต้นของน้องหมาที่บ่งบอกว่า กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม ก่อนอื่น ควรสังเกตพฤติกรรมของน้องหมาและการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่า น้องหมากำลังมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับข้อหรือไม่ โดยจะทำให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว และทำให้อาการของโรคอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรง สามารถสังเกตได้จากอาการดังนี้ 1. มีการทรงตัวได้ยากขึ้น รวมถึงพบอาการขาสั่นเกร็ง 2. ไม่สามารถนอนบนพื้นที่แข็งได้หรือนอนได้ลำบาก 3. เมื่อมีการขยับร่างกาย เปลี่ยนท่าทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง ยืน นอน จะมีการเจ็บและส่งเสียงร้อง 4. เมื่อมีการเดิน จะพบว่า ขาของน้องหมามีการปัดไปมาและชนกัน 5. มีปัญหาในการวิ่งหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อขา   ► การรับมือกับโรคข้อเข่าเสื่อมในน้องหมา เมื่อสังเกตอาการเบื้องต้นของน้องหมาที่มีอาการเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมกันไปแล้ว มาดูวิธีการรับมือกับโรคชนิดนี้กันบ้างดีกว่าค่ะ 1. พาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา 2. ให้น้องหมาทานยาตามที่แพทย์สั่ง 3. ควบคุมอาหาร ทานอาหารให้ครบถ้วน และงดอาหารที่ส่งผลโดยตรงต่อโรค 4. พาน้องหมาไปออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม 5. การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูข้อต่อและกล้ามเนื้อ 6. การผ่าตัดเพื่อรักษา ในกรณีที่โรคมีความรุนแรง ซึ่งการรักษาจะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์     ► ขมิ้นชัน ช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมของน้องหมาได้จริงไหม? ตามที่ทราบกันดีว่า ขมิ้นชัน มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยได้รับความนิยมและอยู่คู่ครัวเรือนมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ขมิ้นชันจะมีประโยชน์กับน้องหมาในด้านของการช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และยังสามารถช่วยลดอาการปวดข้อในน้องหมาได้ดี จากสารที่มีชื่อว่า เคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) ซึ่งสามารถใช้ทดแทนเตียรอยด์ได้ นอกจากนี้ ขมิ้นชัน ยังมีประโยชน์กับน้องหมาในด้านอื่น ๆ เช่น • ป้องกันต้อกระจก • ช่วยต้านแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา • ช่วยรักษาโรคตับ • บรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ • ช่วยกำจัดเห็บหมัด • รักษาโรคผิวหนังบางประเภท • รักษาอาการท้องเสีย • บำรุงหัวใจให้แข็งแรง • ต้านอนุมูลอิสระ • ช่วยขับสารพิษ • เสริมสร้างให้ระบบทางเดินอาหารมีประสิทธิภาพ   สำหรับการให้ขมิ้นชันกับน้องหมา เพื่อใช้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น อย่างไรก็ดีควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนด้วยทุกครั้ง ทั้งในเรื่องของส่วนผสม ความถี่ และปริมาณที่จะต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้องหมาของเรามีโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพื่อป้องกันการรักษาที่ไม่ตรงจุด รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการส่งผลต่อโรคเดิมที่เป็นอยู่ ไม่ให้มีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ค่ะ     ที่มา : https://www.petfoodindustry.com/articles/8794-turmeric-ancient-spice-may-offer-osteoarthritis-relief-in-dogs-cats?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/7142-functional-foods-moving-into-pet-food-from-human-trends https://canidae.com/blog/2017/05/10-health-benefits-of-turmeric-for-dogs/ https://www.interpharma.co.th/articles/articles-intervetta/เมื่อน้องหมาเป็นโรคข้อ/ 

5 ประโยชน์ของ มันหวาน Superfood ช่วยคุมน้ำหนักสัตว์เลี้ยง ที่คนเลี้ยงสัตว์ควรรู้!

  รู้ไหม.. มันหวาน ช่วยลดความอ้วนของสัตว์เลี้ยงได้? หลาย ๆ คน ที่มีสัตว์เลี้ยง น่าจะเคยเจอปัญหาสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักเกิน ซึ่งมักจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ทำให้เราจะต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น วันนี้จะขอพาทุกคนไปดูข้อดีของมันหวาน ตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังถือได้ว่า เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เติบโตเร็วและน่าจับตามองเลยทีเดียวค่ะ     สำหรับ มันหวาน ที่นอกจากจะเป็น Superfood ของคนแล้ว ก็เป็นอีกหนึ่ง Superfood ที่มีอยู่ในอาหารสัตว์เลี้ยงด้วยค่ะ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง จึงมักมีการนำเอามันหวานมาเป็นส่วนผสมที่สำคัญ เนื่องด้วยมีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงหลายอย่าง และตอบโจทย์ได้ดีในเรื่องของ Limited ingredient diet (LID) ที่เป็นความท้าทายต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่จะต้องจำกัดสารอาหารบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในสัตว์เลี้ยง แต่ก็ยังต้องคงความเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงที่ครบคุณค่าด้านโภชนาการ ทั้งนี้มันหวานมีประโยชน์ดี ๆ ต่อสัตว์เลี้ยงของเราดังนี้ 1. ช่วยควบคุมน้ำหนัก  เริ่มกันที่ประโยชน์แรกของมันหวาน ที่เป็นตัวช่วยดี ๆ ในการช่วยควบคุมน้ำหนักให้กับสัตว์เลี้ยงได้ ด้วยเป็นเพราะว่า มีไฟเบอร์ที่ช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน และทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ลดการกินอาหารที่มากเกินไป 2. ช่วยในการขับถ่าย ไฟเบอร์ที่มีอยู่ในมันหวาน เป็นกากใยตามธรรมชาติ ที่นอกจากจะช่วยคุมน้ำหนักในสัตว์เลี้ยงได้แล้ว ก็ยังพลัสประโยชน์แบบคูณสอง ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายได้ง่าย ลดอาการท้องผูก และลดปัญหาการขับถ่ายที่อาจจะพบได้ในสัตว์เลี้ยง 3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยในการเจริญเติบโต มันหวานมีสารอาหารอย่างโปรตีนสูง ที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยังช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต ทำให้สัตว์เลี้ยงแข็งแรงสมวัย 4. เพิ่มการมองเห็น บำรุงสายตา เบต้าแคโรทีน ที่เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญในมันหวาน มีส่วนช่วยเพิ่มการมองเห็น บำรุงสายตา อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาสายตาต่าง ๆ ของสัตว์เลี้ยงได้ดี 5. มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ หากกล่าวถึงอีกหนึ่งประโยชน์ของมันหวานนั่นก็คือ การช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยในการต้านการเกิดมะเร็ง และชะลอความชราในสัตว์เลี้ยงลงได้   Tips: สามารถให้สัตว์เลี้ยงกินมันหวานดิบได้ไหม? อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันหวานจะมีประโยชน์มากมายต่อสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินมันหวานดิบ เนื่องจากมันหวานดิบเคี้ยวยาก เสี่ยงต่อการสำลักได้ง่าย และยังย่อยยากอีกด้วย ดังนั้นการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมของมัน หวาน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ทำให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และยังมีความปลอดภัยมากกว่า   ที่มา https://www.petfoodindustry.com/articles/6037-pet-food-ingredients-from-superfood-plants?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/7395-superfoods-growing-fast-as-cat-food-trends?v=preview https://www.petfoodindustry.com/articles/6759-limited-ingredient-diet-pet-food-options-analyzed

อาหารสัตว์เลี้ยงทำจากแมลง เทรนด์ใหม่เพื่อโลกที่ยั่งยืนจริงหรือ

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางส่วนจะมีความกังวลในการทำฟาร์มแมลงขนาดใหญ่ การหันมารับประทานอาหารที่ทำมาจากแมลงก็ยังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในการรับประทานอาหารเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงต่อสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเพราะอาหารสัตว์แบบธรรมดานั้น ทำมาจากธัญพืชซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการทำฟาร์มและพื้นที่ในการผลิตค่อนข้างสูง และไม่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเป็นการทำลายป่า จากงานวิจัยของ The Dutch Review ในปี 2560 ได้เปรียบเทียบเทียบการทำฟาร์มปศุสัตว์ประเภทต่าง ๆ และค้นพบว่า ประโยชน์ของแมลง คือ - ต้องการพื้นที่และน้ำในปริมาณน้อย - ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก - ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนจากอาหารเป็นเนื้อสูง - มีประโยชน์ต่อสัตว์ชนิดอื่น ๆ และต่อการให้อาหารสัตว์น้ำ   ในปี 2564 นักวิจัยชาวอังกฤษและเยอรมนีได้พบว่า ผลกระทบของการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงนั้น “มีค่าเท่ากับผลกระทบจากการบริโภคและปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ในบริเวณที่มีขนาดเป็นสองเท่าของพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินของอังกฤษ อีกทั้ง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว ยังส่งผลให้อังกฤษเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 60 หรือเรียกได้ว่า มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับทั้งประเทศของโมซัมบิกหรือฟิลิปปินส์” สำหรับคนส่วนมาก แมลงดูเหมือนจะไม่ค่อยน่ารับประทานนัก แต่การที่จะทำให้สัตว์เลี้ยงหันมาบริโภคแมลงอาจจะสำเร็จได้ง่ายกว่าที่คิด อ้างอิงจากสมาคมผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์เลี้ยงอเมริกัน (American Pet Products Association) เหล่าบริษัทสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่บริษัทที่ตั้งมานานแล้ว ต่างได้เริ่มเข้าสู่ตลาดการนำแมลงมาทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งในปี 2564 ตลาดดังกล่าวนี้ มีมูลค่าถึงสี่หมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 Yora Pet Food บริษัทสตาร์ทอัพจากประเทศอังกฤษ ได้ริเริ่มการนำโปรตีนจากแมลงมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง และวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษเป็นที่แรก โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ตั้งความคาดหวังไว้ว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะมีปริมาณการส่งออกถึง 200 ตัน และสร้างรายได้มากกว่า 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ธุรกิจดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของเหล่าผู้ผลิตในอเมริกาเหนือและยุโรป ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการใช้โปรตีนจากแมลงแทนที่การใช้โปรตีนจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Nestle ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ประกอบไปด้วยโปรตีนจากหนอนแมลงวันลาย พืช และสัตว์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่อผลิตภัณฑ์คือ Purina Beyond Nature’s Protein สำหรับสุนัขและแมว โดยเปิดตัวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นที่แรก Nestle ได้ใช้ความระมัดระวังในการสร้างความสมดุลระหว่างส่วนผสมของโปรตีนที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน ซึ่งประกอบไปด้วย โปรตีนที่มาจากแมลงในอาหารของแมวและสุนัข เพื่อที่จะเติมเต็มความต้องการทางสารอาหารเฉพาะตัวของสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกัน ต่อไปในปี 2574 ความต้องการในการใช้โปรตีนที่ทำจากแมลงเพื่อทำอาหารสัตว์เลี้ยงและเพื่อเลี้ยงดูสัตว์ต่าง ๆ อาจสูงถึงครึ่งล้านเมตริกตัน เปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่หนึ่งหมื่นเมตริกตัน อ้างอิงจากรายงานของ Rabo Research ในปี 2563 นี้ จะพบว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากแมลงได้กำลังขยายตัวและได้รับการสนับสนุนจากภาคการลงทุนและหุ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตลงได้ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรอัตโนมัติมากขึ้น และมีพัฒนาการทางด้านพันธุศาสตร์ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการออกกฎหมายร่วมด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ที่ผลิตจากแมลงนั้น จะสามารถช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแมลงมีความคล้ายคลึงกับแหล่งอาหารตามธรรมชาติมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืช อีกทั้ง ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่าต่อการผลิตในระยะยาว อ้างอิง : https://www.cnbc.com/2021/06/12/more-pets-eating-insect-food-to-fight-climate-change-for-owners.html https://missiontothemoon.co/society-edible-insects/