บทความของพวกเรา

เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ


ประโยชน์ของทอรีนสำหรับสุขภาพแมวของคุณ

            แมวเป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารหลัก จึงไม่เหมือนกับสัตว์กินพืชหรือสิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์ชนิดอื่น ทำให้แมวนั้นไม่สามารถสังเคราะห์ทอรีน (taurine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อแมวเช่นเดียวกับเมไทโอนีน (methionine) และซีสเตอีน (cysteine) ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่สัตว์พันธุ์ต่าง ๆ สามารถใช้ไกลซีน (glycine) หรือทอรีน ในการคอนจูเกตกรดน้ำดี (bile acid) ให้เปลี่ยนเป็นเกลือน้ำดี (bile salts) ได้ แต่แมวสามารถทำได้เพียงแค่คอนจูเกตกรดน้ำดีเท่านั้น อัตราการสังเคราะห์ที่ต่ำนี้เมื่อรวมกับน้ำดีที่เสียไปส่งผลให้ความต้องการอาหารที่มีทอรีนของแมวนั้นเพิ่มสูงขึ้น หากแมวได้รับกรดอะมิโนชนิดนี้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการทางอาหารของตนนั้น ย่อมส่งผลให้แมวนั้นเป็นโรคจอประสาทตา ประสบปัญหาความล้มเหลวทางการสืบพันธุ์ ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า หรืออาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติได้            ดังนั้น สมาคมควบคุมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งสหรัฐอเมริกา (the Association of American Feed Control Officials) หรือ AAFCO จึงได้แนะนำปริมาณขั้นต่ำของทอรีนในอาหารเปียกว่าควรมีทอรีน 0.2% เมื่อคำนวณเปรียบเทียบบนฐานวัตถุแห้ง ซึ่งทอรีนปริมาณนี้มีโอกาสที่จะถูกกลบด้วยทอรีนที่มีอยู่แล้วในเนื้อสัตว์ แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์นั้นมีสารอาหารชนิดอื่นที่เข้มข้นมากมาย มีอัตราการละลายน้ำที่สูง เสี่ยงต่ออันตรายจากการแสดงอาการที่เม็ดเลือดแดงนั้นสร้างไม่พอช้า และจากข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมนั้นค่อนข้างปลอดภัยเนื่องจากไม่มีการรายงานปัญหาที่เกี่ยวข้องจากการได้รับยาเกินขนาด การที่เพิ่มทอรีนส่วนเกินเล็กน้อยในเข้าไปในอาหารสัตว์อาจจะเป็นประโยชน์ ปริมาณที่เหมาะสมของทอรีนที่ควรเพิ่มเข้าไปในอาหารนั้นจึงควรอยู่ที่ 250 มก. ต่อเนื้อขนาด 1 ปอนด์            สำหรับประโยชน์ของทอรีนนั้น แมวจะได้รับประโยชน์จากทอรีนที่สำคัญ 5 อย่างด้วยกัน ดังต่อไปนี้ส่งเสริมการทำงานของสมอง : ทอรีนช่วยในการสร้างเซลล์สมองขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญในการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของเซลล์สองบำรุงรักษาสุขภาพสายตาในสัตว์เลี้ยง : หากไม่มีทอรีน จอประสาทตาของแมวอาจเสื่อมสภาพลงได้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจในแมว : เนื่องจากแมวไม่สามารถสังเคราะห์ทอรีนขึ้นเองได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทอรีนจำเป็นต่ออาหารแมวส่งเสริมอนามัยการเจริญพันธุ์ของแมว : การขาดทอรีนในแมวนั้นสามารถนำไปสู่ปัญหาความยุ่งยากในการสืบพันธุ์ เช่น การล้มเหลวทางการสืบพันธุ์ หรือ ลูกแมวไม่แข็งแรง ทอรีนสามารถส่งเสริมการสืบพันธุ์ได้ทั้งในแมวและหมาปกป้องระบบภูมิคุ้มกัน : บทบาทพื้นฐานของทอรีนในระบบภูมิคุ้มกันจะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระ ทอรีนจะปกป้องเนื้อเยื่อจากภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชันที่เกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของโรคการอักเสบ

ข้อแนะนําในการเปลี่ยนอาหารน้องแมวภายใน 7 วัน

น้องแมวแต่ละตัวต่างมีรสชาติอาหารที่ติดใจและคุ้นเคยเป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเปลี่ยนอาหารจานโปรดจานเดิม ๆ ให้กลายเป็นเมนูใหม่ เหล่าทาสแมวทั้งหลายควรพึงรู้ไว้ว่า จะต้องค่อย ๆ ลองเปลี่ยนเมนูอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอาการปวดท้องหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยการทําตามคําแนะนําง่าย ๆ และใช้เวลาเพียง 7 วัน เท่านั้น!   แล้วทําไมเราถึงต้องเปลี่ยนอาหารน้องแมวล่ะ ? ในบางครั้ง คุณอาจจะตัดสินใจได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนชนิดอาหารให้กับน้องแมวตัวโปรด ซึ่งสาเหตุในการเปลี่ยนอาหารก็อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น   1) ลูกแมวตัวน้อยของคุณพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นแมววัยรุ่นโตเต็มวัยแล้ว 2) ความต้องการด้านสุขภาพของเจ้าแมวคนเก่งเปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะต้องการสารอาหารที่มีความเหมาะสมมากขึ้น 3) ความต้องการของเจ้าของเองซึงอาจจะอยากเปลี่ยนประเภทอาหาร เป็นอาหารเปียก อาหารเม็ด หรืออาหารผสม ซึ่งในปัจจุบัน อาหารแมวได้พัฒนาไปอย่างมาก ให้มีความสมดุลและความเหมาะสมกับช่วงอายุ สถานะทางกายภาพ และไลฟ์สไตล์ของแมวแต่ละตัว และสามารถมอบคุณประโยชน์ทางโภชนาการให้กับน้องแมวได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยปราศจากความเสี่ยงในการขาดสารอาหาร และนั่น จึงหมายความว่า อาจมีแนวโน้มมากขึ้นที่เหล่าทาสแมวทั้งหลายจะเปลี่ยนอาหารแมวบ่อย ๆ ไปตามความหลากหลายของประเภทอาหารที่มีให้เลือกมากมาย   การเปลี่ยนอาหารน้องแมว ทําไมเราถึงต้องทําอย่างระมัดระวังนะ ? ประสบการณ์แรกของชนิดอาหารมีส่วนสําคัญต่อความชื่นชอบอาหารของลูกแมวในระยะยาว ดังนั้นก่อนที่เหล่าคนรักแมวจะไปรับลูกแมวตัวน้อยกลับมาเลี้ยงที่บ้าน จะต้องทราบก่อนว่า ลูกแมวตัวนั้น ๆ เคยทาน อาหารชนิดใดมาก่อน เพราะลูกแมวจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้นหากได้ทานอาหารแบบเดิม ในทํานองเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงอาหาร ก็ควรจะทําอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดทุกช่วงอายุแมวบางตัวอาจไม่ไว้วางใจ หากต้องทานอาหารประเภทใหม่ โดยพฤติกรรมนี้จะเรียกว่า “โรคกลัวของใหม่ หรือ Neophobia” ซึ่งเชื่อกันว่า พฤติกรรมนี้เป็นการป้องกันการทานอาหารที่เป็นพิษหรืออาหารปนเปื้อน และนี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดคุณจึงควรเพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังเป็นการลดปัจจัยที่อาจสร้างความเครียด รวมถึงหลีกเลี่ยงการที่เจ้าแมวจะปฏิเสธอาหารใหม่อีกด้วย   วิธีเปลี่ยนอาหารให้เจ้าแมวตัวโปรด ทราบหรือไม่ว่า การค่อย ๆเปลี่ยนอาหารใหม่ให้แมวโดยผสมในอาหารสูตรเดิมในช่วงเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ถือเป็นวิธีการและระยะเวลาที่ดีที่สุด อีกทั้ง วิธีนี้ยังช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดท้อง โรคกลัวของใหม่หรือความวิตกกังวลอื่น ๆ สําหรับแมวของคุณได้ด้วย ซึ่งเคล็ดลับคือ ต้องเริ่มต้นจากการผสมอาหารใหม่ในปริมาณเพียงเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ เพิ่มอัตราส่วนจนกระทั่งแมวของคุณเปลี่ยนไปกินอาหารใหม่อย่างสมบูรณ์ วันที่ 1 และ 2 - อาหารเดิม 75% ผสมกับอาหารใหม่ 25% วันที่ 3 และ 4 - อาหารเดิม 50% ผสมกับอาหารใหม่ 50% วันที่ 5 และ 6 - อาหารเดิม 25% ผสมกับอาหารใหม่ 75% วันที่ 7 - อาหารใหม่ 100%   ข้อควรระวัง : ควรรักษากิจวัตรประจําวันในการให้อาหารตามปกติกับเจ้าแมวของคุณ เคร่งครัดกับเวลาอาหารและสภาพแวดล้อมในการทานอาหารแบบเดิม เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงให้เหลือน้อยที่สุด และทําให้แมวผ่อนคลายระหว่างการเปลี่ยนไปทานอาหารใหม่   จับตาดูแมวของคุณให้ดี เมื่อมีการเปลี่ยนอาหารใหม่อย่าลืมจับตาดูพฤติกรรมของเจ้าแมวอย่างใกล้ชิด โดยคุณสามารถสังเกตได้ว่า แมวของคุณตอบสนองกับการเปลี่ยนอาหารได้ดีเพียงใด หากให้อาหารที่เหมาะสมจะแสดงผลออกมาด้วยการมีสุขภาพภายนอกที่ดีรวมถึงการมีน้ําหนักตัวและคุณภาพของอุจจาระที่ดีด้วย

มัดใจเจ้าเพื่อนสี่ขาตัวน้อย ด้วยสูตรอาหารโฮมเมด “ขนมอัลมอนด์โอ๊ตมีล”

สิ่งที่บรรดาคนรักสุนัขทั้งหลายมักมองหาอยู่เสมอ ๆ คงหนีไม่พ้น ‘สูตรอาหารที่มีคุณประโยชน์และเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่ดี’ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าสุนัขของคุณกลืนอะไรลงท้องบ้างในแต่ละวัน คุณจึงต้องเริ่มลงมือปรุงอาหารว่างหรือขนมสัก 1-2 มื้อ เสิร์ฟให้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดด้วยตนเอง และเมนูอาหารที่ทำได้ง่ายแสนง่ายนั่นก็คือ “เมนูขนมอัลมอนด์โอ๊ตมีล” นั่นเอง ไม่ต้องห่วงว่าสุนัขคุณจะแพ้ขนมที่ทานเข้าไปรึเปล่า เพราะขนมอัลมอลด์โอ๊ตมีลสูตรนี้ประกอบด้วยส่วนผสมที่ปลอดภัย หายห่วงเรื่องอาการแพ้แน่นอน    ส่วนผสม  1.    แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย 2.    โอ๊ตมีล ½ ถ้วย  3.    เนยอัลมอนด์ ½ ถ้วย  4.    ไข่ไก่ 2 ฟอง  5.    น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ    วิธีทำ  1.    เริ่มจากการวอร์มเตาอบ โดยเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา  2.    ผสมส่วนผสมทุกอย่าง (ยกเว้นน้ำเปล่า) ให้เข้ากัน  3.    ค่อย ๆ เทน้ำ 1 ช้อนชา เพื่อให้แป้งเซ็ตตัวได้ดี  4.    นำแป้งที่ผสมแล้ววางลงบนโต๊ะที่โรยผงแป้งไว้ นวดให้ได้ความหนา ¼ นิ้ว แล้วหั่นเป็นชิ้น ๆ รูปแบบตามใจชอบ 5.    ทาน้ำมันให้ทั่วแผ่นรองอบ แล้ววางแป้งที่หั่นเรียบร้อยแล้วลงไป นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา ใช้เวลาประมาณ 12 นาที ด้านล่างของขนมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเล็กน้อย  6.    นำขนมออกจากเตาอบ วางทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเย็นลง แล้วเก็บไว้ในกล่องสูญญากาศ 

เปิดสูตรขนม “กล้วยและอัลมอนด์” แสนอร่อย เพื่อสัตว์เลี้ยงตัวโปรด

ขนมกล้วยและอัลมอนด์ที่แสนอร่อยนี้ เป็นตัวช่วยที่ดีมากในการฝึกสุนัข แต่ระวังอย่าให้สุนัขตัวน้อยรับประทานมากเกินไป เพราะขนมเพื่อสุขภาพฉบับโฮมเมดสูตรนี้อาจเปลี่ยนลูกสุนัขของคุณให้กลายเป็นลูกหมูที่แข็งแรงได้ง่าย ๆ ส่วนผสม   1. ไข่ไก่ออร์แกนิก 1 ฟอง 2. เนยอัลมอนด์ ชนิดจืด ¾ ถ้วย 3. กล้วยออร์แกนิก 1/3 ลูก 4. อบเชยป่น 1 ช้อนชา วิธีทำ 1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศา 2. จากนั้น วางกระดาษรองอบลงบนถาดอบขนม 3.  นำกล้วยไปบดใส่ชาม แล้วเทส่วนผสมอื่นลงไป 4. ใช้ส้อมคลุกส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แป้งที่ถูกต้องควรจะเนื้อแน่นและเหนียวนุ่ม 5. แบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ วางบนกระดาษรองอบ แล้วนำเข้าเตาอบ ใช้เวลา 5 นาที 6. หมุนถาด แล้วอบต่ออีก 5 นาที 7. นำขนมออกจากเตาอบ ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิเย็นลง   ข้อควรระวัง : เก็บได้ประมาณ 1 อาทิตย์

สูตรลับสุดเด็ด “เนื้อและมันอบ” เมนูเติมพลังหลัง Work Out สำหรับเจ้าเพื่อนตัวน้อย

ไม่ต้องเป็นถึงเชฟสุดเชี่ยวชาญ คุณก็สามารถปรุงอาหารให้สุนัขด้วยตนเองได้อย่างไม่ยากเย็น ขอแค่คุณเป็นคนรักสัตว์ที่เปี่ยมด้วยความรักและความเอาใจใส่ เมนู “เนื้อและมันอบ” นี้เอง ที่จะเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ แถมยังช่วยเติมพลังให้สุนัขได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า เมนูนี้เหมาะสุด ๆ สำหรับทานเป็นมื้อหลังออกกำลังกายของเจ้าสุนัขของคุณ ส่วนผสม   1. มันฝรั่ง 2. เนื้อสด (ไม่ปรุงรส) วิธีทำ หั่นส่วนผสมทั้งสองอย่างออกเป็นชิ้นๆ หนาประมาณ ½ นิ้ว วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศา อบจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดจะแห้ง หลังจากให้สุนัขรับประมาณในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่เหลือสามารถเก็บไว้ในกล่องสุญญากาศ แล้วนำเข้าตู้เย็นเพื่อเก็บความสดไว้ได้ประมาณ 2-3 วัน ข้อควรระวัง : เมื่อปรุงอาหารเองที่บ้าน อย่าลืมหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่สุนัขของคุณแพ้

13 สุดยอดอาหารที่ปลอดภัยสำหรับสุนัข

สุดยอดอาหารสำหรับสุนัขมีประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร สุขภาพผิว และขนที่แข็งแรง และยังสามารถปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขของคุณได้อีกด้วย ด้านล่างนี้คือสุดยอดอาหารสำหรับสุนัข 13 ชนิด ที่คุณสามารถเพิ่มในมื้ออาหารของสัตว์เลี้ยง เพื่อปรับปรุงและช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ แต่สุดยอดอาหารทั้งหมดนี้ เป็นรายการอาหารของมนุษย์ ดังนั้น คุณจึงสามารถเพิ่มรายการเหล่านี้ลงในรายการซื้อของได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเจาะจงออกไปซื้อเป็นพิเศษแต่อย่างใด 1. แครอท : เป็นอาหารว่างเพื่อสุขภาพที่ทานได้ทุกเมื่อ ประโยชน์ คือ สายตาที่แข็งแรงและป้องกันโรคหัวใจ 2. บลูเบอร์รี่ : เป็นของว่างที่สดใหม่ ในช่วงฤดูร้อน คุณคุณสามารถแช่แข็งมันเพื่อเพิ่มความกรุบกรอบหรือใส่ในก้อนน้ำแข็งและใส่น้ำเพื่อเพิ่มรสชาติ ประโยชน์ คือ สารต้านอนุมูลอิสระและไฟเบอร์ 3. น้ำมันมะพร้าว : เป็นสุดยอดอาหารสำหรับสุนัข ประโยชน์ คือ การปรับปรุงและรักษาระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน ผิวหนังและขน 4. เนยถั่ว : นอกจากจะอร่อยสุด ๆ จากการทำเป็นขนมอบ เช่น เนยถั่วเพื่อสุขภาพ (Natural Dog Treats) และขนมกล้วย หรือใส่ลูกชิ้น/ของเล่นแก้เบื่อแล้ว เนยถั่วธรรมชาติ 100% อัดแน่นไปด้วยโปรตีนและประกอบด้วยไขมันดีต่อหัวใจของสุนัข อีกทั้งยังมีวิตามินบีและอีอีกด้วย 5. คะน้า : คะน้าเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมสำหรับมนุษย์ ประกอบด้วยธาตุเหล็กและลูทีนซึ่งส่งเสริมสุขภาพดวงตาที่แข็งแรง อีกทั้งมีสารออกซาเลตซึ่งสามารถขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและลูที     6. มันเทศ : ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและช่วยให้ขนแข็งแรง นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่รักษาระบบภูมิคุ้มกัน 7. แอปเปิ้ล : ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่มีความกรอบมาก เหมาะสำหรับฟันที่สะอาดแข็งแรง มีไฟเบอร์ซึ่งเป็นส่วนดีสำหรับระบบย่อยอาหาร 8. ฟักทอง : ผักชนิดนี้เหมาะสำหรับอาการท้องผูกเพราะมีไฟเบอร์และน้ำสูง ช่วยบำรุงระบบย่อยอาหารให้แข็งแรง นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับระบบภูมิคุ้มกันและส่งเสริมสุขภาพผิว 9. ปลา : ประกอบด้วยน้ำมันเพื่อสุขภาพสำหรับผิวหนังและขนสุนัข ปลาที่มีน้ำมันตามธรรมชาติยังดีต่อการย่อยอาหาร ประโยชน์ คือโอเมก้า 3 เพื่อผิวและขนที่แข็งแรง 10. ไข่ : เต็มไปด้วยโปรตีนและกรดอะมิโน เหมาะสำหรับขนของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี 11. กล้วย : เหมาะสำหรับอบขนมหรือขนมเค้กสำหรับสุนัข ประโยชน์ต่อสุขภาพโดยทั่วไปของกล้วย คือ โพแทสเซียม ซึ่งส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ไต และระบบประสาท 12. ควินัว : นี่เป็นทางเลือกที่ดีนอกจากข้าว มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารสำหรับสุนัข 13. บร็อคโคลี่ : เป็นสุดยอดอาหารสีเขียวสำหรับมนุษย์ และยังเหมาะสำหรับสุนัขอีกด้วย บร็อคโคลี่สุก/นึ่ง เป็นอาหารที่ให้โพแทสเซียม (ในกรณีที่สุนัขของคุณไม่ชอบกินกล้วย) ไฟเบอร์สูงสำ หรับการย่อยอาหารและแคลเซียมสำหรับกระดูก ที่มา: https://pawlife.com.au/superfoods-for-dogs/

ประโยชน์ของการให้อาหารเปียกสำหรับสุนัขคืออะไร?

หากคุณมีสุนัขที่กินจุกจิก คุณอาจกำลังหมดความอดทนในการพยายามหาอาหารสุนัขที่สุนัขของคุณจะรักและยังคงเพลิดเพลินต่อไป การอาหารเปียกในมื้ออาหารจะช่วยดึงดูดให้สุนัขของคุณตั้งในกินอาหารในชามของตัวเอง อาหารสุนัขแบบเปียกเป็นอาหารที่สุนัขส่วนใหญ่ชอบ มันช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารเม็ดของสุนัขเมื่อใช้กับอาหารสุนัขแบบแห้ง และทำให้สุนัขของคุณได้สัมผัสกับรสชาติใหม่ ๆ และส่วนผสมที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย หากสุนัขของคุณไม่อยู่นิ่ง เขาอาจจะดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาหารสุนัขแบบเปียก จะสามารถช่วยให้สุนัขของคุณมีน้ำเพียงพอ เนื่องจากมีความชื้นสูงกว่าอาหารแห้ง อาหารเปียกเคี้ยวง่ายกว่า เหมาะสำหรับสุนัขฟันห่าง กรามไม่ตรง หรือปากเล็ก สุนัขที่อายุมากสามารถเคี้ยวอาหารอ่อนได้ดี อาหารสุนัขแบบเปียกที่อุดมไปด้วยรสชาติและกลิ่นหอมสามารถดึงดูดให้สุนัขสูงอายุกินได้ หากความรู้สึกด้านกลิ่นลดลง อาหารสุนัขแบบเปียกที่อุดมด้วยกลิ่นหอมสามารถดึงดูดสุนัขที่มีความอยากอาหารได้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสุนัขของคุณป่วยและต้องการสารอาหาร   อย่างไรก็ตาม อาหารเปียกอาจทำให้สุนัขของคุณกินเลอะเทอะเล็กน้อย แต่ถ้ามันชอบรสชาติก็คุ้มค่า ลองวางเสื่อที่ซักได้หรือแบบใช้แล้วทิ้งไว้ใต้ชามของสุนัข เพื่อไม่ให้เลอะเทอะ อาหารสุนัขแบบเปียกมักเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอ ลองมองหาส่วนผสมคุณภาพสูง เช่น เนื้อสัตว์จริง ผลไม้ และผัก อ่านฉลากของกระป๋องเพิ่มเติม เพราะอาหารสุนัขแบบเปียกบางชนิดใช้ข้าวสาลีเป็นสารตัวเติม  อาหารสุนัขแบบเปียกนั้น เมื่อเปิดแล้ว ห้ามทิ้งไว้เกิน 30 นาที ปิดฝา โดยต้องแช่เย็น และใช้อาหารภายในห้าวันเพื่อป้องกันการเน่าเสีย นอกจากนี้ ให้เก็บอาหารเปียกที่เหลือไว้ในกระป๋องหรือในภาชนะแก้วที่ปิดฝา หรือใช้พลาสติกห่อให้แน่น เพื่อช่วยรักษารสชาติ สุนัขของเราชอบความหลากหลายมากพอ ๆ กับที่เราชอบ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการเสริมอาหารแห้งของสุนัขด้วยอาหารเปียกที่มีประโยชน์ จึงเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มรสชาติ ความชื้น และความหลากหลายให้กับอาหารของสุนัขของคุณ ที่มา: https://bluebuffalo.com/articles/dog/what-are-the-benefits-of-feeding-wet-dog-food/?returnTo=/articles/home/

น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ต่อสุขภาพสุนัขของคุณอย่างไร?

น้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนผสมที่สำคัญในอาหารแปรรูปของอเมริกาเกือบตลอดศตวรรษที่ 20 และเป็นหนึ่งในน้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวเพียงไม่กี่ชนิดของโลก เป็นเวลาหลายพันปีที่มะพร้าวเป็นอาหารหลักของเขตร้อน และผู้ที่ชื่นชอบการใช้มะพร้าวทำอาหาร น้ำมันมะพร้าวผลิตในประเทศไทย ฟิจิ ฟิลิปปินส์ บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา จาเมกา ฮาวาย เม็กซิโก หมู่เกาะโซโลมอน เบลีซ ซามัว และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในมุมที่เกี่ยวกับสุขภาพของสุนัข มีหลักฐานที่น่าสนใจในรายงานที่ตีพิมพ์ในอินเทอร์เน็ต ว่าสุนัขที่มีน้ำหนักเกินจะมีรูปร่างผอมเพรียวและมีพลังมากขึ้นหลังจากที่เริ่มกินน้ำมันมะพร้าวได้ไม่นาน มีขนที่เงางามขึ้น และมีชีวิตชีวามากขึ้น หรือแม้แต่โรคร้ายแรงบางอย่างก็ตอบสนองต่อการใช้น้ำมันมะร้าว ทำให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ ในรายงานอื่น ๆ ที่กี่ยวข้องกับอาการคันที่ผิวหนัง บาดแผล บาดแผล และปัญหาเกี่ยวกับหู สุนัขที่แพ้หมัด โรคผิวหนังอักเสบติดต่อ หรืออาการแพ้อื่น ๆ มักจะหยุดเกาทันทีหลังจากเติมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหาร จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สุนัขที่ถูกผึ้งต่อย ทำให้ปากบวม หลังจากใช้น้ำมันมะพร้าวหนึ่งชั่วโมงอาการบวมก็หาย ที่มา : https://www.whole-dog-journal.com/care/how-coconut-oil-benefits-your-dogs-health/

พรีไบโอติกสำหรับสุนัข — จุดเริ่มต้นสุขภาพสำหรับสุนัข

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโปรไบโอติกเป็นแบคทีเรียที่เป็นมิตร ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้และสามารถทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้ และตอนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมนุษย์เท่านั้น สัตวแพทย์หลายคนแนะนำโปรไบโอติกสำหรับสุนัข ตั้งแต่ดูแลระบบย่อยอาหาร ไปจนถึงการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน แต่ให้สุนัขได้ประโยชน์จากโปรไบโอติกอย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพรีไบโอติกสำหรับสุนัขก็อาจมีความสำคัญไม่แพ้กัน ตามที่ ดร. ลิซา เบรแนน สัตวแพทย์ นักชีวจิตปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ Mercy Vet ที่ Mercer Island กรุงวอชิงตัน กล่าวว่า "พรีไบโอติกเป็นเส้นใยที่เลี้ยงแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ช่วยปรับปรุงสุขภาพลำไส้ และแม้ว่าโปรไบโอติกจะช่วยในการนำแบคทีเรียที่ดีเข้าสู่ลำไส้ของสุนัข แต่ก็เป็นพรีไบโอติกที่จะทำหน้าที่เป็นปุ๋ยสำหรับแบคทีเรียที่ดีนั่นเอง" ดร. เบรแนน ใช้การบำบัดด้วยการส่งเสริมสุขภาพด้วยระบบลำไส้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุนัขและแมวอายุน้อย และเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคภูมิต้านตนเองและโรคทางเดินอาหาร "โดยเมื่อลำไส้รั่ว โปรตีนที่ปกติแล้วจะไม่เคลื่อนที่ผ่านผนังลำไส้ จะสามารถผ่านเข้าไปได้ และร่างกายจะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผู้บุกรุกจากภายนอก” เธออธิบายเพิ่มเติมว่า โดยสังเกตว่าร่างกายของสุนัขจะสร้างแอนติบอดีตามธรรมชาติเพื่อต่อสู้กับโปรตีนเหล่านี้ ซึ่งสามารถทำได้ แต่จะนำไปสู่ปัญหาทางผิวหนัง ตา หู ระบบย่อยอาหารและระบบประสาท “ถ้าคุณรักษาลำไส้ที่รั่ว คุณสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ นั่นคือสาเหตุที่พรีไบโอติกและโพรไบโอติกส์มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและสนับสนุนสุขภาพในทุกระบบของร่างกาย”  ดังนั้น ดร. เบรแนน ตั้งข้อสังเกตว่าอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์หลายชนิดสามารถทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกสำหรับสุนัขได้ สิ่งแรกที่เธอใช้ คือ ฟักทองหรือผงฟักทอง และเธอยังแนะนำให้ใช้มันเทศปรุงสุก ซึ่งเป็นแหล่งพรีไบโอติกที่อุดมด้วยไฟเบอร์สำหรับสุนัข “ฟักทองช่วยให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น ไม่ว่าสุนัขจะมีอาการท้องร่วงหรือท้องผูก” เธออธิบาย “ไฟเบอร์ช่วยชะลอเวลาในการเคลื่อนที่ของลำไส้ ดูดซับของเหลว ลดค่า pH และให้สารอาหารสำหรับแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์” ยิ่งไปกว่านั้น พรีไบโอติกไม่เปราะบางเหมือนโปรไบโอติก เนื่องจากพวกมันไม่ไวต่ออุณหภูมิ ค่า pH หรือเวลาในการขนส่งของลำไส้ ที่มา : https://www.dogster.com/dog-food/prebiotics-for-dogs